ข้อมูลจาก http://forum.uamulet.com/view_topic.aspx?bid=7&qid=7750
ประวัติของท่านเท่าที่หาดูยังไม่มีใครเอามาเผยแพร่ เท่าที่ผมไปพูดคุยกับผู้ที่ไกล้ชิดกับท่านพอได้ข้อมูลมาบ้าง ท่านเป็นคนทางแม่กลอง ไม่ใช่คนอ่างทองโดยกำเนิด แต่ท่านมาอยู่ที่วัดนี้ตั้งแต่ท่านมาเป็นเณรมาแล้ว ท่านนับถือหลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำมาก แต่พระองค์อื่นท่านไม่เคยกลัวเลย มีอยู่คราวมีงานที่วัดท่าน(ตี๋) เจ้าภาพนิมนต์พระเกจิมาหลายองค์เช่นหลวงพ่อแพ (วัดพิกุลทอง)หลวงพ่อหล่อ มีคนไปบอกท่านว่าหลวงพ่อหลวงพ่อแพ หลวงพ่อหล่อมา ท่านนุ่งสบงท่องหนังสืออยู่บอกว่า ก็ให้มันมาหล่อให้เป็นแพ มันไม่มากูก็ช่างแม่งมันซิ พอพูดหลวงพ่อแพก็ขึ้นมาพอดีก็ได้ยินที่หลวงพ่อพูด หลวงพ่อหล่อบอกว่ามากราบหลวงพี่ไอ้หล่อเรอะ หลวงพ่อแพบอกหลวงพี่ใบนอนสบายเลย หลวงพ่อบอกเอ้อ หลวงพ่อพระครูเต่ามา(วัดน้ำพุ)อ๋อไอ้เต่ามาก็ให้มันคลานมามันมีตั้งสี่ขา (ท่านจะพูดแบบห้วนๆแบบชาวบ้านๆ) ท่านจะนอนโดยไม่สนใจว่าพระผู้ใหญ่มาจากใหน ไม่ลุกไปรับแขกด้วย แต่ถ้ารู้ว่าเป็นหลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำจะมา ท่านจะรีบแต่งตัว เรียบร้อย ไปยืนรอรับหลวงพ่อคำที่หน้าวัดทีเดียว
วัตรปฎิบัติท่านมีลักษณะคล้ายกับสมเด็จพุฒาจารย์(โต) เรียกว่าท่านทำอะไรแปลกๆ จากคำบอกเล่าของหมอพงษ์ ซึ่งเป็นศิษย์(ที่จริงหมอพงษ์อายุจะอ่อนกว่าหลวงพ่ออยู่ไม่กี่ปี ก่อนหน้าหมอพงษ์เคยบวชอยู่จนเป็นมหาพงษ์ ตอนหลังสึกออกมา เป็นผู้ที่อยู่ไกล้ชิดหลวงพ่อมานานตั้งแต่หลวงพ่อบวชใหม่ๆ)...."
มีอยู่คราวหนึ่ง หลวงพ่อท่านกลับมาจากสอบ(อุปัชฌาย์)จากวัดบางจักร์ นั่งเรือกลับวัด หลวงพ่อท่านอยากกินขนมครก ซื้อขนมครก 5 บาทนั่งกินมาในเรือ หมอพงษ์บอกว่าหลวงพ่อนั่งให้ดีๆ ท่านบอกว่า ไม่ ..กูไม่นั่ง ไอ้ยุงอ้าปาก บอกว่าหลวงพ่อทำให้ดี หลวงพ่อบอกว่า มึงดีอย่าไง พอถึงวัดหลวง เพลแล้ว คนก็เห็นบอกว่านั่นหลวงพ่อวัดอบทม ได้ยินเขาตีกลองกัน หลวงพ่อบอกว่าไอ้พงษ์ (หมอพงษ์ขณะนั่นบวชเป็นพระ) ไอ้จ๋า (ขณะนั้นเป็นเณร)มึงรำกลองเป็นไหม หมอพงษ์บอกว่าทำไมผมจะรำไม่เป็นเล่า เท่านั้นเองหลวงพ่อลุกขึ้นรำเองเลย ชาวบ้านเห็นก็พูดกันว่าเอ๋ยนั่นท่านมหาอบทมเลยนะนั่น รึทำไมทำอย่างนั้น พอถึงวัดใหญ่ร่มไม่กางนั่งสูบบุหรี่ แล้วเอาบุหรี่จี้ที่หว่างขาตัวเอง พอร้อนก็สะดุ้งผ้าขาด เดินผ้าขาดตั้งแต่วัดใหญ่ท่านเดินลุยน้ำมา ถกผ้าคลุมหัวชาวบ้านเห็นตกใจหมด หลวงพ่อท่านบอกว่ากูร้อนกูนี่หว่า .."
มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อไปบวชพระข้ามเขต อาจารย์หว่างวัดยางก็พ้องว่าหลวงพ่อบวชพระข้ามเขต หลวงพ่อท่านมารู้ตอนหลังก็พูดว่า กูไม่รู้ว่าเป็นมึงไอ้หว่าง ถ้ากุรู้กูชวนมึงต่อยไปแล้ว
คนเอาอาหารดีๆมาถวาย หลวงพ่อเอาให้แมวหมาหมด
เมื่อคราวกฐินสามัคคีผักให่มาหลวงพ่อท่านนั่งยองๆ เอาตะเกียบคีบผักจิ้มน้ำพริกในครกเลยในครัวเลย สากก็ไม่เอาออก คณะกฐินเห็นบอกว่าพระองค์นี้จิตไม่ดีสงสัยบ้า หลวงพ่อได้ยินลุกขึ้นมาเอาถังครอบหัวเคาตีเดินไป แต่พอถึงเวลาขึ้นเทศน์หลวงพ่อท่านเปลี่ยนชุดใหม่ แล้วขึ้นเทศน์คนที่เห็นบอกว่าเป็นคนละองค์กับเมื่อกี้เลย..........ข้อมูลและเรี่องราวเป็นการถอดเทปจากที่ไปสัมภาษณ์มา ยังไม่ได้เรียบเรียง ให้ดีพอ..บางตอนก็ออกอากาศไม่ได้
เรื่องราวของท่าน เเปลก เเหวกเเนวนะครับ สมัยก่อนๆ เคยลงในหนังสือพุทโธ ไม่ค่อยได้สนใจ เเต่เท่าที่พอจำได้ท่านอยู่อย่างสมถะ
http://forum.uamulet.com/view_topic.aspx?bid=7&qid=7750
วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555
วัดเขียน จิตรกรรมฝาผนังวิเศษฯ
ข้อมูลจาก http://www.bansansuk.com/travel/Measure%20write/
วัดเขียน เป็นวัดเล็ก ๆ ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ 50 บ้านคงกะพัน หมู่ที่ 8 ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง บนที่ราบลุ่มแม่น้ำน้อย มีหมู่บ้านและลำคลองโดยรอบบริเวณวัด เดิมถูกปล่อยร้างอยู่เป็นเวลานาน เมื่อมีผู้คนมาอาศัยอยู่มากขึ้นกลายเป็นชุมชน วัดแห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมของชุมชนในเวลาต่อมา
สำหรับคำว่า "วัดเขียน" อาจสัญนษฐานได้ 2 กรณีคือ กรณีแรก เนื่องจากภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนที่สาวยงามจึงเรียก วัดเขียน ตามอย่างดบสถ์เขียนหรือวิหารเขียนที่วัดป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ตามแนวคิดของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อีกกรณีหนึ่ง เดิมวัดนี้ชื่อ วัดเขียน อยู่แล้ว แต่เพื่อให้สมกับชื่อจึงมีการเขียนภาพไว้ในพระอุโบสถ
เนื่องจากไม่ปรากฎหลักฐานเกี่ยวกับการสร้างวัดแห่งนี้ จึงไม่สามารถกำหนดอายุที่แน่นอนได้ว่าสร้างเมื่อใด แต่จากสภาพแวดล้อมและลักษณะของวัดบริเวณใกล้เคียง สันนิษฐานว่าวัดเขียนและวัดบริเวณใกล้เคียง เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกันและได้ถูกปล่อยทิ้งร้างไปนานก่อนจะมีกการบูรณะขึ้นใหม่ แต่จากหลักฐานทางด้านโบราณคดีวัตถุสถานของวัดแห่งนี้ เช่น อุโบสถ ใบเสมา เจดีย์เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง ล้วนสนับสนุนการกำหนดอายุของวัดแห่งนี้ว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาทั้งสิ้น ดังนั้นก็เป็นที่น่าเชื่อว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถก็เป็นภาพที่เขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นเดียวกัน
ศิลปะโบราณวัตถุสถานที่น่าสนใจภายในวัดเขียน ได้แก่
อุโบสถ อุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันออก อุโบสถหลังเดิมมีขนาดย่อมก่ออิฐถือปูน มีประตูทางเข้าทางเดียวทางด้านหน้าพระประธาน ส่วนด้านหลังพระประธานเป็นประตูหลอก ผนังด้านข้างมีหน้าต่างข้าละ 3 บาน เป็นหน้าต่างสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 2 บาน ที่เหลืออีกด้านหนึ่งเป็นหน้าต่างหลอก เสาภายในอาคารเป็นเสาเหลี่ยมติดผนัง บัวหัวเสาร์เป็นหัวกลีบยาวซึ่งเป็นลักษณะของบัวหัวเสาในสมัยอยุธยาตอนปลาย หน้าบันเป็นหน้าบันไม้ขนาดเล็กแกะสลักลวดลายเป็นลายเทพนมและลายกระจังรวน ในคราวที่มีการปฏิสังขรณ์อาคารใหม่หลังจากได้เคยถูกทิ้งร้างมาครั้งหนึ่ง หน้าบันทั้ง 2 ชิ้นได้ถูกรื้อลงและนำไปประกอบกับซุ้มประตูทางเข้าวัดด้านชลประทาน เครื่องบันหลังคาเป็นไม้ มุงด้วยกระเบื้องลอนสีน้ำตาลแดง มีชายคาปีกนกยื่นออกมา 2 ข้าง สลักลวดลายเช่นเดียวกับลายหน้าบัน
ใบเสมาอุโบสถวัดเขียน อ่างทอง อยู่รอบพระอุโบสถ ยอดทรงมงกุฎ มีทับทรวง มีตาเสมา มีเอว มีท้องเสมา เป็นใบเสมาสมัยอยุธยาตอนปลาย เหมือนใบเสมาวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ อันเป็นของสมัยอยุธยาตอนปลาย
เจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง สมัยอยุธยาตอนปลาย อยุ่หน้าอุโบสถวัดเขียนทางด้านทิศตะวันออก (หน้าอุโบสถหันออกสู่แม่น้ำเป็นแบบแผนอยุธยาตอนปลายอย่างหนึ่งที่นิยมสร้างเจดีย์อยู่หน้าอุโบสถเช่นเดียวกับวัดพิไชยสงคราม (วัดนอก) สมุทรปราการ วัดสามวิหาร อยุธยา วัดศรีโพธิ์ อยุธยา วัดพยาแมน อยุธยา)
ภาพเขียนในอุโบสถ
พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกภายในป่าหิมพาน รูปเหล่าสาวชาวป่าทำบุญตักบาตรพระสงฆ์
วันว่างอย่าลืมมาชมความงามของภาพจิตกรรมโบราณในอุโบสถ ณ วัดเขียน ศึกษาประวัติความเป็นมาของวัด และทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
การเดินทาง
วัดเขียนห่างจากอำเภอเมือง 12 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 3454 ประมาณ 1 กิโลเมตร
http://www.bansansuk.com/travel/Measure%20write/
วัดเขียน เป็นวัดเล็ก ๆ ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ 50 บ้านคงกะพัน หมู่ที่ 8 ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง บนที่ราบลุ่มแม่น้ำน้อย มีหมู่บ้านและลำคลองโดยรอบบริเวณวัด เดิมถูกปล่อยร้างอยู่เป็นเวลานาน เมื่อมีผู้คนมาอาศัยอยู่มากขึ้นกลายเป็นชุมชน วัดแห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมของชุมชนในเวลาต่อมา
สำหรับคำว่า "วัดเขียน" อาจสัญนษฐานได้ 2 กรณีคือ กรณีแรก เนื่องจากภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนที่สาวยงามจึงเรียก วัดเขียน ตามอย่างดบสถ์เขียนหรือวิหารเขียนที่วัดป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ตามแนวคิดของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อีกกรณีหนึ่ง เดิมวัดนี้ชื่อ วัดเขียน อยู่แล้ว แต่เพื่อให้สมกับชื่อจึงมีการเขียนภาพไว้ในพระอุโบสถ
เนื่องจากไม่ปรากฎหลักฐานเกี่ยวกับการสร้างวัดแห่งนี้ จึงไม่สามารถกำหนดอายุที่แน่นอนได้ว่าสร้างเมื่อใด แต่จากสภาพแวดล้อมและลักษณะของวัดบริเวณใกล้เคียง สันนิษฐานว่าวัดเขียนและวัดบริเวณใกล้เคียง เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกันและได้ถูกปล่อยทิ้งร้างไปนานก่อนจะมีกการบูรณะขึ้นใหม่ แต่จากหลักฐานทางด้านโบราณคดีวัตถุสถานของวัดแห่งนี้ เช่น อุโบสถ ใบเสมา เจดีย์เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง ล้วนสนับสนุนการกำหนดอายุของวัดแห่งนี้ว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาทั้งสิ้น ดังนั้นก็เป็นที่น่าเชื่อว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถก็เป็นภาพที่เขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นเดียวกัน
ศิลปะโบราณวัตถุสถานที่น่าสนใจภายในวัดเขียน ได้แก่
อุโบสถ อุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันออก อุโบสถหลังเดิมมีขนาดย่อมก่ออิฐถือปูน มีประตูทางเข้าทางเดียวทางด้านหน้าพระประธาน ส่วนด้านหลังพระประธานเป็นประตูหลอก ผนังด้านข้างมีหน้าต่างข้าละ 3 บาน เป็นหน้าต่างสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 2 บาน ที่เหลืออีกด้านหนึ่งเป็นหน้าต่างหลอก เสาภายในอาคารเป็นเสาเหลี่ยมติดผนัง บัวหัวเสาร์เป็นหัวกลีบยาวซึ่งเป็นลักษณะของบัวหัวเสาในสมัยอยุธยาตอนปลาย หน้าบันเป็นหน้าบันไม้ขนาดเล็กแกะสลักลวดลายเป็นลายเทพนมและลายกระจังรวน ในคราวที่มีการปฏิสังขรณ์อาคารใหม่หลังจากได้เคยถูกทิ้งร้างมาครั้งหนึ่ง หน้าบันทั้ง 2 ชิ้นได้ถูกรื้อลงและนำไปประกอบกับซุ้มประตูทางเข้าวัดด้านชลประทาน เครื่องบันหลังคาเป็นไม้ มุงด้วยกระเบื้องลอนสีน้ำตาลแดง มีชายคาปีกนกยื่นออกมา 2 ข้าง สลักลวดลายเช่นเดียวกับลายหน้าบัน
ใบเสมาอุโบสถวัดเขียน อ่างทอง อยู่รอบพระอุโบสถ ยอดทรงมงกุฎ มีทับทรวง มีตาเสมา มีเอว มีท้องเสมา เป็นใบเสมาสมัยอยุธยาตอนปลาย เหมือนใบเสมาวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ อันเป็นของสมัยอยุธยาตอนปลาย
เจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง สมัยอยุธยาตอนปลาย อยุ่หน้าอุโบสถวัดเขียนทางด้านทิศตะวันออก (หน้าอุโบสถหันออกสู่แม่น้ำเป็นแบบแผนอยุธยาตอนปลายอย่างหนึ่งที่นิยมสร้างเจดีย์อยู่หน้าอุโบสถเช่นเดียวกับวัดพิไชยสงคราม (วัดนอก) สมุทรปราการ วัดสามวิหาร อยุธยา วัดศรีโพธิ์ อยุธยา วัดพยาแมน อยุธยา)
ภาพเขียนในอุโบสถ
พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกภายในป่าหิมพาน รูปเหล่าสาวชาวป่าทำบุญตักบาตรพระสงฆ์
วันว่างอย่าลืมมาชมความงามของภาพจิตกรรมโบราณในอุโบสถ ณ วัดเขียน ศึกษาประวัติความเป็นมาของวัด และทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
การเดินทาง
วัดเขียนห่างจากอำเภอเมือง 12 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 3454 ประมาณ 1 กิโลเมตร
http://www.bansansuk.com/travel/Measure%20write/
วัดนางชำ หลวงพ่อบุญมี แม่ค้านางชำ
เดิมชื่อวัด "นิททราเม่ค้านางชำ"
พระครูพิพัฒนาทร(หลวงพ่อบุญมี ปุญญกาโม) ท่านเกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2450 ที่บ้านดาบ ตำบลคลองขนาก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เกิดปีมะแม วันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
เมื่อายุได้ 12 ปี ได้บวชเป็ฯสามเณรจนอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดนางชำ ซึ่งมีพระครูจันทร์ วัดบางจัก เป็นพระอุปัชฌาย์ ระหว่างอุปสมบทได้รับการรักษาตัวกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยา และได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา เรียนวิชาเป็นที่พอใจแล้วจึงได้กับมาบริหารวัด และใช้วิชาความรู้ที่ได้รับการถายทอดมาจากหลวงพ่อปาน และหลวงพ่อจง มีรักษาญาติโยม เช่นรดน้ำมนต์ ใช้มีดหมอรักษาอาการญาติโยม แล้วแต่จะมาให้รักษา ปัจจุบันท่านมรณภาพหลายปีแล้ว แต่ร่างของท่านไม่เน่าเปื่อย แต่ปัจจุบันศิษย์ ได้ขอพระราชทานเพลิงศพ ท่านไปแล้ว ...
ข้อมูลจาก พ่อครูธนายุส ภู่เจริญ
พระครูพิพัฒนาทร(หลวงพ่อบุญมี ปุญญกาโม) ท่านเกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2450 ที่บ้านดาบ ตำบลคลองขนาก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เกิดปีมะแม วันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
เมื่อายุได้ 12 ปี ได้บวชเป็ฯสามเณรจนอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดนางชำ ซึ่งมีพระครูจันทร์ วัดบางจัก เป็นพระอุปัชฌาย์ ระหว่างอุปสมบทได้รับการรักษาตัวกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยา และได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา เรียนวิชาเป็นที่พอใจแล้วจึงได้กับมาบริหารวัด และใช้วิชาความรู้ที่ได้รับการถายทอดมาจากหลวงพ่อปาน และหลวงพ่อจง มีรักษาญาติโยม เช่นรดน้ำมนต์ ใช้มีดหมอรักษาอาการญาติโยม แล้วแต่จะมาให้รักษา ปัจจุบันท่านมรณภาพหลายปีแล้ว แต่ร่างของท่านไม่เน่าเปื่อย แต่ปัจจุบันศิษย์ ได้ขอพระราชทานเพลิงศพ ท่านไปแล้ว ...
ข้อมูลจาก พ่อครูธนายุส ภู่เจริญ
วัดน้ำพุ หลวงพ่อเต่าพระหมอไสยเวทย์
สิ่งศักดิ์สิทธ์ที่ชาววัดน้ำพุ นับถือ อันได้แก่ หลวงพ่อเพชร(พระพุทธรูปเก่าปางสมาธิ สมัยอยุธยา)
หลวงพ่อหวาด(อดีตเจ้าอาวาส องค์แรก)
หลวงพ่อเต่า(อดีตเจ้าอาวาส และพระหมอ ที่รักษาได้ทุกโรด
พระปรางค์ที่เชื่อว่าสร้างครอบบ่อน้ำพุไว้ อคีตวันนี้ชื่อวัดบ่อน้ำพุ และกลายมาเป็นวัดน้ำพุจนถึงปัจจุบัน
หลวงพ่อเต่า ธมฺมธโร หรือ พระครูธรรมพิริยคุณ
เกิดเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 28 ก.ค. 2441 ที่คลองขนาก อ.วิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เป็นบุตรของนายเชย นาง จันทร์ มณีโชติ ในวัยเด็กได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากสำนักเรียนวัดนางชำ เข้ารับการอุปสมบทเมื่อปี 2461 ณ พัทธสีมาวัดนางชำ โดยมีพระครูสุกิจวิชาญ เจ้าคณะอำเภอวิเศษชัยชาญ วัดท่าข่อย เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อจันทร์ วัดบางจัก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิเศษชัยสิทธิ์ วัดอ่างทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ อุปสมบทแล้วจำพรรษาที่วัดนางชำ จากนั้นเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพ เมื่อปี 2465 จนถึงปี 2471 กลับมาจำพรรษาที่วัดอ่างทอง จนกระทั่งปี 2474 ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้ำพุว่างลง ชาวบ้านจึงได้ไปนิมนต์ให้หลวงพ่อเต่ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้ำพุ ปี 2480 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ พระครูธรรมพิริยคุณ ปีรุ่งขึ้นได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะอำเภอวิเศษชัยชาญ หลวงพ่อเต่า มรณภาพลงเมื่อปี 2499 ขณะรับนิมนต์ไปที่วัดวังขนาบ จังหวัดกาญจนบุรี
ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่หลวงพ่อเต่าท่านมีชื่อเสียงในฐานะของพระหมอ ที่รักษาผู้เจ็บป่วยจากโรคร้ายต่างๆได้อย่างชะงัดนัก
หลวงพ่อหวาด(อดีตเจ้าอาวาส องค์แรก)
หลวงพ่อเต่า(อดีตเจ้าอาวาส และพระหมอ ที่รักษาได้ทุกโรด
พระปรางค์ที่เชื่อว่าสร้างครอบบ่อน้ำพุไว้ อคีตวันนี้ชื่อวัดบ่อน้ำพุ และกลายมาเป็นวัดน้ำพุจนถึงปัจจุบัน
หลวงพ่อเต่า ธมฺมธโร หรือ พระครูธรรมพิริยคุณ
เกิดเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 28 ก.ค. 2441 ที่คลองขนาก อ.วิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เป็นบุตรของนายเชย นาง จันทร์ มณีโชติ ในวัยเด็กได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากสำนักเรียนวัดนางชำ เข้ารับการอุปสมบทเมื่อปี 2461 ณ พัทธสีมาวัดนางชำ โดยมีพระครูสุกิจวิชาญ เจ้าคณะอำเภอวิเศษชัยชาญ วัดท่าข่อย เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อจันทร์ วัดบางจัก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิเศษชัยสิทธิ์ วัดอ่างทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ อุปสมบทแล้วจำพรรษาที่วัดนางชำ จากนั้นเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพ เมื่อปี 2465 จนถึงปี 2471 กลับมาจำพรรษาที่วัดอ่างทอง จนกระทั่งปี 2474 ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้ำพุว่างลง ชาวบ้านจึงได้ไปนิมนต์ให้หลวงพ่อเต่ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้ำพุ ปี 2480 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ พระครูธรรมพิริยคุณ ปีรุ่งขึ้นได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะอำเภอวิเศษชัยชาญ หลวงพ่อเต่า มรณภาพลงเมื่อปี 2499 ขณะรับนิมนต์ไปที่วัดวังขนาบ จังหวัดกาญจนบุรี
ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่หลวงพ่อเต่าท่านมีชื่อเสียงในฐานะของพระหมอ ที่รักษาผู้เจ็บป่วยจากโรคร้ายต่างๆได้อย่างชะงัดนัก
วัดสี่ร้อย หลวงพ่อโตร้องไห้ ขุนรองปลัดชูวีรชนคนสี่ร้อย
วัดสี่ร้อย
อยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อย หมู่ที่ 4 ตำบลสี่ร้อย ชื่อตำบลสี่ร้อยและชื่อวัดเป็นชื่อที่สันนิษฐานว่าตั้งขึ้นเป็นอนุสรณ์แก่ขุนรองปลัดชู และชาวบ้านวิเศษชัยชาญ 400 คน ที่เสียชีวิตในสงครามระหว่างไทยกับพม่าที่เมืองกุย ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2302 วัดแห่งนี้ มีพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ สูง 21 เมตร หน้าตักกว้าง 6 เมตรเศษ นามว่า "หลวงพ่อโต" หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "หลวงพ่อร้องไห้" เมื่อปีพ.ศ 2530 มีข่าวใหญ่ว่าหลวงพ่อวัดสี่ร้อยมีโลหิตไหลออกมาจากพระนาสิก ข่าวนี้ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปทั้งชาวอ่างทองและจังหวัดใกล้เคียงต่างหาโอกาสมานมัสการ "หลวงพ่อร้องไห้" นอกจากนี้ภายในพระอุโบสถวัดนี้เคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างอยุธยา ที่มีความงดงามมาก ปัจจุบันภาพลบเลือนไปหมดแล้ว
วีรกรรมขุนรองปลัดชู
ขุนรองปลัดชู วีรกรรมที่ถูกลืม
โดย... นายทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล
http://www.aownoi.go.th/webpage/slogan.php?sg=5
กรุงศรีอยุธยา ( พ.ศ.2302 – 2303 ) สมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์พระเจ้าอลองพญาทราบเหตุว่ากรุงศรีอยุธยาผลัดแผ่นดินจึงได้ยกกองทัพเข้าตีเมืองมะริด และเมืองตะนาวศรี หัวเมืองของกรุงศรีอยุธยา โดยอ้างเหตุว่าให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏมอญ เมื่อยึดได้เมืองมะริดและเมืองตะนาวศรีแล้ว พระเจ้าลองพญาก็ได้เคลื่อนทัพผ่านทางด่านสิงขร เพื่อเข้าตีกรุงศรีอยุธยาต่อไป ครั้นเมื่อกรุงศรีอยุธยาทราบเรื่อง พระเจ้าเอกทัศน์ได้รับสั่งให้พระยายมราชคุมพลเป็นทัพหน้าออกมาต่อกรกับทัพพม่าที่ด่านสิงขร และให้พระยารัตนาธิเบศเป็นแม่ทัพคุมพลเข้ามาตั้งรับทัพพม่า ที่เมืองกุยบุรี
ขณะนั้น ขุนรองปลัดชู กรมการเมืองวิเศษชัยชาญ เป็นผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในการรบ และคงกระพันชาตรี เข้ามารับอาสากับไพร่สี่ร้อยคน ขอไปรบกับพม่า ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นกองอาทมาต (หน่วยรบพิเศษ) ร่วมทัพมากับพระยารัตนาธิเบศ
ทัพของพระยายมราช เข้าปะทะกับทัพของพม่าที่เมืองแก่งตุมด้วยกำลังที่น้อยกว่าจึงแตกพ่ายถอยรุ่นไม่เป็นขบวน พระยารัตนาธิเบศตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ เมืองกุยบุรี แจ้งว่าทัพพม่ายกพลมาเป็นจำนวนมาก อาจต้านทานไว้ไม่ไหว จึงสั่งการให้เกณฑ์ไพร่พล และเร่งอพยพผู้คนหลบหนีพม่า และหวังรวบรวมผู้คนเพื่อไปตั้งมั่นรับพม่าที่ชานพระนคร ครั้งนั้น ขุนรองปลัดชู ได้อาสาขอต้านทานทัพพม่าด้วยกำลังพลเพียงสี่ร้อยนาย เพื่อยันทัพข้าศึกและเปิดทางให้รี้พลได้หลบหนี พระยารัตนาธิเบศ จึงได้แบ่งไพร่ให้อีกห้าร้อยนายไปช่วยกองกำลังของขุนรองปลัดชู ในการต่อต้านทัพพม่า
ณ ชายหาดหว้าขาวชายทะเล (บ้านทุ่งหมากเม่า ตำบลอ่าวน้อย) เวลาเช้าตรู่ ขุนรองปลัดชูพร้อมกับเหล่าทหาร ตั้งท่ารอทัพพม่าอยู่ด้วยจิตใจห้าวหาญ เมื่อเห็นกองทัพพม่าก็กรูกันออกโจมตีทัพหน้าของพม่ารบกันด้วยอาวุธสั้นถึงตะลุมบอนกัน แทงพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก และตัวขุนรองปลัดชูท่านถือดาบสองมือ วิ่งเข้าท่ามกลางข้าศึก ฟันพม่าล้มตายก่ายกองดั่งขอนไม้ ด้วยกำลังพลเก้าร้อยต่อทัพพม่านับหมื่นที่ยัดเยียดหนุนเนื่องกันเข้ามาต่อรบได้รบกันอยู่ตั้งแต่เข้าจนถึงเวลาเที่ยง ขุนรองปลัดชูไม่คิดถอยหนี ต่อสู้ทัพพม่าจนเหนื่อยอ่อนสิ้นกำลัง ถูกกองทัพพม่าใช้พลทัพช้างขับช้างเข้าเหยียบจนล้มตาย ต่างพากันถอนร่นลงทะเล จนจมน้ำทะเลตายเสียสิ้น กองทัพพม่าจึงมีชัย พระยารัตนาธิเบศจึงได้เร่งเลิกทัพหนีมากับทัพพระยายมราช กลับมาถึงพระนครขึ้นเฝ้ากราบทูลว่า ศึกพม่าเหลือกำลังจึงพ่าย
ฝ่ายทัพพม่าเมื่อมีชัยเหนือกองทหารเก้าร้อยคน ก็เหนื่อยอ่อนหยุดทัพพักผ่อน ก่อนเดินทัพเข้าเมืองกุย เมืองปราณ เมืองชะอำ เมืองเพชรบุรี เมืองราชรี เมืองสุพรรณบุรี โดยไม่มีหัวเมืองใดต่อรบกับพม่าเลย และต่อมาชาววิเศษชัยชาญ ได้ร่วมกันสร้างวัดสี่ร้อยเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของขุนรองปลัดชู ตราบจนถึงปัจจุบัน
ในบันทึกของพม่าในกาลต่อมากล่าวว่า การตีกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น ได้มีการต่อสู้กองทัพของกรุงศรีอยุธยา ที่ช่องเขาแคบๆ ริมทะเลอย่างประจัญบาน ดุเดือด ก่อนเข้าเมืองกุย เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี โดยง่าย
หากกองทัพกรุงศรีอยุธยา มีคนอย่างขุนรองปลัดชู ไหนเลยเราจะเสียกรุงศรีอยุธยา และหากคนประจวบคีรีขันธ์ ยังไม่รู้จักวีรกรรมที่หาดหว้าขาว ไหนเลยวิญญาณของนักรบไทย จะได้รับการยกย่องความดี ความกล้า ความเสียสละต่อชาติ ต้องไม่ถูกลืม ขอยกย่องวีรกรรมของขุนรองปลัดชู ณ ดินแดนเมืองประจวบคีรีขันธ์
อยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อย หมู่ที่ 4 ตำบลสี่ร้อย ชื่อตำบลสี่ร้อยและชื่อวัดเป็นชื่อที่สันนิษฐานว่าตั้งขึ้นเป็นอนุสรณ์แก่ขุนรองปลัดชู และชาวบ้านวิเศษชัยชาญ 400 คน ที่เสียชีวิตในสงครามระหว่างไทยกับพม่าที่เมืองกุย ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2302 วัดแห่งนี้ มีพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ สูง 21 เมตร หน้าตักกว้าง 6 เมตรเศษ นามว่า "หลวงพ่อโต" หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "หลวงพ่อร้องไห้" เมื่อปีพ.ศ 2530 มีข่าวใหญ่ว่าหลวงพ่อวัดสี่ร้อยมีโลหิตไหลออกมาจากพระนาสิก ข่าวนี้ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปทั้งชาวอ่างทองและจังหวัดใกล้เคียงต่างหาโอกาสมานมัสการ "หลวงพ่อร้องไห้" นอกจากนี้ภายในพระอุโบสถวัดนี้เคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างอยุธยา ที่มีความงดงามมาก ปัจจุบันภาพลบเลือนไปหมดแล้ว
วีรกรรมขุนรองปลัดชู
ขุนรองปลัดชู วีรกรรมที่ถูกลืม
โดย... นายทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล
http://www.aownoi.go.th/webpage/slogan.php?sg=5
กรุงศรีอยุธยา ( พ.ศ.2302 – 2303 ) สมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์พระเจ้าอลองพญาทราบเหตุว่ากรุงศรีอยุธยาผลัดแผ่นดินจึงได้ยกกองทัพเข้าตีเมืองมะริด และเมืองตะนาวศรี หัวเมืองของกรุงศรีอยุธยา โดยอ้างเหตุว่าให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏมอญ เมื่อยึดได้เมืองมะริดและเมืองตะนาวศรีแล้ว พระเจ้าลองพญาก็ได้เคลื่อนทัพผ่านทางด่านสิงขร เพื่อเข้าตีกรุงศรีอยุธยาต่อไป ครั้นเมื่อกรุงศรีอยุธยาทราบเรื่อง พระเจ้าเอกทัศน์ได้รับสั่งให้พระยายมราชคุมพลเป็นทัพหน้าออกมาต่อกรกับทัพพม่าที่ด่านสิงขร และให้พระยารัตนาธิเบศเป็นแม่ทัพคุมพลเข้ามาตั้งรับทัพพม่า ที่เมืองกุยบุรี
ขณะนั้น ขุนรองปลัดชู กรมการเมืองวิเศษชัยชาญ เป็นผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในการรบ และคงกระพันชาตรี เข้ามารับอาสากับไพร่สี่ร้อยคน ขอไปรบกับพม่า ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นกองอาทมาต (หน่วยรบพิเศษ) ร่วมทัพมากับพระยารัตนาธิเบศ
ทัพของพระยายมราช เข้าปะทะกับทัพของพม่าที่เมืองแก่งตุมด้วยกำลังที่น้อยกว่าจึงแตกพ่ายถอยรุ่นไม่เป็นขบวน พระยารัตนาธิเบศตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ เมืองกุยบุรี แจ้งว่าทัพพม่ายกพลมาเป็นจำนวนมาก อาจต้านทานไว้ไม่ไหว จึงสั่งการให้เกณฑ์ไพร่พล และเร่งอพยพผู้คนหลบหนีพม่า และหวังรวบรวมผู้คนเพื่อไปตั้งมั่นรับพม่าที่ชานพระนคร ครั้งนั้น ขุนรองปลัดชู ได้อาสาขอต้านทานทัพพม่าด้วยกำลังพลเพียงสี่ร้อยนาย เพื่อยันทัพข้าศึกและเปิดทางให้รี้พลได้หลบหนี พระยารัตนาธิเบศ จึงได้แบ่งไพร่ให้อีกห้าร้อยนายไปช่วยกองกำลังของขุนรองปลัดชู ในการต่อต้านทัพพม่า
ณ ชายหาดหว้าขาวชายทะเล (บ้านทุ่งหมากเม่า ตำบลอ่าวน้อย) เวลาเช้าตรู่ ขุนรองปลัดชูพร้อมกับเหล่าทหาร ตั้งท่ารอทัพพม่าอยู่ด้วยจิตใจห้าวหาญ เมื่อเห็นกองทัพพม่าก็กรูกันออกโจมตีทัพหน้าของพม่ารบกันด้วยอาวุธสั้นถึงตะลุมบอนกัน แทงพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก และตัวขุนรองปลัดชูท่านถือดาบสองมือ วิ่งเข้าท่ามกลางข้าศึก ฟันพม่าล้มตายก่ายกองดั่งขอนไม้ ด้วยกำลังพลเก้าร้อยต่อทัพพม่านับหมื่นที่ยัดเยียดหนุนเนื่องกันเข้ามาต่อรบได้รบกันอยู่ตั้งแต่เข้าจนถึงเวลาเที่ยง ขุนรองปลัดชูไม่คิดถอยหนี ต่อสู้ทัพพม่าจนเหนื่อยอ่อนสิ้นกำลัง ถูกกองทัพพม่าใช้พลทัพช้างขับช้างเข้าเหยียบจนล้มตาย ต่างพากันถอนร่นลงทะเล จนจมน้ำทะเลตายเสียสิ้น กองทัพพม่าจึงมีชัย พระยารัตนาธิเบศจึงได้เร่งเลิกทัพหนีมากับทัพพระยายมราช กลับมาถึงพระนครขึ้นเฝ้ากราบทูลว่า ศึกพม่าเหลือกำลังจึงพ่าย
ฝ่ายทัพพม่าเมื่อมีชัยเหนือกองทหารเก้าร้อยคน ก็เหนื่อยอ่อนหยุดทัพพักผ่อน ก่อนเดินทัพเข้าเมืองกุย เมืองปราณ เมืองชะอำ เมืองเพชรบุรี เมืองราชรี เมืองสุพรรณบุรี โดยไม่มีหัวเมืองใดต่อรบกับพม่าเลย และต่อมาชาววิเศษชัยชาญ ได้ร่วมกันสร้างวัดสี่ร้อยเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของขุนรองปลัดชู ตราบจนถึงปัจจุบัน
ในบันทึกของพม่าในกาลต่อมากล่าวว่า การตีกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น ได้มีการต่อสู้กองทัพของกรุงศรีอยุธยา ที่ช่องเขาแคบๆ ริมทะเลอย่างประจัญบาน ดุเดือด ก่อนเข้าเมืองกุย เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี โดยง่าย
หากกองทัพกรุงศรีอยุธยา มีคนอย่างขุนรองปลัดชู ไหนเลยเราจะเสียกรุงศรีอยุธยา และหากคนประจวบคีรีขันธ์ ยังไม่รู้จักวีรกรรมที่หาดหว้าขาว ไหนเลยวิญญาณของนักรบไทย จะได้รับการยกย่องความดี ความกล้า ความเสียสละต่อชาติ ต้องไม่ถูกลืม ขอยกย่องวีรกรรมของขุนรองปลัดชู ณ ดินแดนเมืองประจวบคีรีขันธ์
ไหว้พระวิเศษฯ











โดยกลุ่มเพลงสยาม : Siam Music Group
บรรเลงธรรม เป็นโครงการบันทึกบทเพลงบรรเลงทางฆ้องวงใหญ่ เพลงโบราณควรค่าแก่การอนุรักษ์เพื่อเป็นหลักฐานระดับชาติ รวมถึงการสร้างสรรค์บทเพลงไทยร่วมสมัย ที่มีท่วงทำนองน้อมนำเข้าสู่ความสุข สงบร่มเย็น เห็นธรรม
บรรเลงธรรม ไหว้พระวิเศษ คือสารคดีโทรทัศน์ชุดปฐมฤกษ์ ความยาวตอนละ 30 นาที ที่จะพาท่านผู้ชมที่สนใจใฝ่ธรรม ได้เสมือนร่วมท่องเที่ยวเดินทางไปไหว้พระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มหามงคล ณ วัดวาอารามในย่านวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง จำนวนอย่างน้อย 15 วัด/ตอน โดยมีเสียงบรรเลงฆ้องวงใหญ่หรือเสียงดนตรีไทยอันไพเราะจากฝีมือศิลปินอาวุโสท้องถิ่นวิเศษชัยชาญประกอบสารคดีโทรทัศน์
ทั้งนี้บรรเลงธรรม ไหว้พระวิเศษฯ จะนำเผยแพร่ผ่านรายการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ที่มีความสนใจให้ความอนุเคราะห์พื้นที่เวลาการออกอากาศ
สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสนับสนุนการสร้างสรรค์สื่อสารคดีโทรทัศน์จะได้รับวิดีทัศน์ “บรรเลงธรรมไหว้พระวิเศษฯ”
เพื่อนำไปแจกจ่ายมอบให้แก่ญาติสนิทมิตรสหาย หรือถวายเป็นธรรมทานกับวัดวาอาราม ย่านวิเศษชัยชาญ(ทั้ง 15 วัด) เพื่อให้นักท่องเที่ยว สาธุชนที่มากราบไหว้ได้มีโอกาสได้นำกลับไปชื่นชม เพื่อความสุขร่มเย็นเห็นธรรมต่อไป
ทั้งนี้โครงการบรรเลงธรรม “ไหว้พระวิเศษฯ” ยังเป็นต้นแบบของการนำเสนอสารคดีสร้างสรรค์ชุดบรรเลงธรรมไหว้พระในท้องถิ่นอื่นๆ จังหวัดต่างๆทั่วไทยและ บรรเลงธรรม “ไหว้ ๙ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไทย”
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนโครงการบรรเลงธรรม ในท้องถิ่น จังหวัดภูมิภาคอื่นๆตามความเหมาะสมต่อไป
2. เพื่อบันทึกเพลงไทยทางฆ้องวงใหญ่ที่สำคัญไว้เป็นหลักฐานของชาติไทยต่อไป
3. เพื่อโครงการนำร่องส่งเสริมการท่องเที่ยวไหว้พระในเขตอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทองต่อไป
ผู้สนับสนุนได้รับ
1.ประธานโครงการ : หรือผู้สนับสนุนหลัก [Main Sponsor]
สนับสนุนจำนวน 180,000 บาท
• จะได้รับอภินันทนาการภาพเก่าหายาก หลวงพ่อเต่า (พระครูธรรมพิริยะคุณ) วัดน้ำพุสิทธาราม จำนวน 3 ภาพ
• จะได้รับวิดีทัศน์ “บรรเลงธรรมไหว้พระวิเศษฯ” จำนวน 500 ชุด / แผ่นละ 250 บาท รวมมูลค่า 125,000 บาท
2.ผู้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม [Co. Sponsor]
สนับสนุนจำนวน 18,000 บาท
• จะได้รับวิดีทัศน์ “บรรเลงธรรมไหว้พระวิเศษฯ” จำนวน 50 ชุด / แผ่นละ 250 บาท รวมมูลค่า 12,500 บาท
รูปแบบการนำเสนอ สารคดีโทรทัศน์ความยาว 30 นาที/ตอน
ช่องทางการออกอากาศ Free TV / ทีวีดาวเทียม : ตัวอย่าง ของดีประเทศไทย, SHOW, ลายไทย ฯลฯ
นำเสนอ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
กลุ่มเป้าหมาย ผู้สนใจธรรมมะ นักท่องเที่ยวเดินทางแสวงบุญไหว้พระ
ผู้สนใจดนตรีไทย และเยาวชนคนรุ่นใหม่
ผู้ดำเนินรายการกิตติมศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญปราชญ์ท้องถิ่น หรือผู้สนับสนุนกิจกรรม
ผู้ดำเนินรายการ คมสันต์ สุทนต์
ผู้ดำเนินรายการไทยโชว์ และบางบรรเลงเพลงระนาด
สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสThai PBS
http://www.thaipbs.or.th/thaishow
ผลที่คาดว่าได้รับ
1. มีทุนหมุนเวียนเบื้องต้น เพื่อโครงการบรรเลงธรรม ในท้องถิ่น จังหวัดอื่นๆ
2. ได้บันทึกเพลงไทยทางฆ้องวงใหญ่ที่สำคัญไว้เป็นหลักฐานของชาติไทย
3. เกิดกระแสการท่องเที่ยวเทศกาลไหว้พระต้นแบบในเขตอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
เนื้อหาหลัก
ประวัติความเป็นมาของแต่ละวัดโบราณสถาน / แหล่งท่องเที่ยว / สิ่งศักดิ์สิทธิ์ / เกจิอาจารย์-พระเครื่อง / ธรรมมะ
กิจกรรมต่อเนื่อง
1.พาสื่อมวลชนไหว้พระวิเศษ ผลักดันให้เกิดเทศกาลไหว้พระวิเศษฯ “1 สัปดาห์ในแต่ละปี ทุกวัดพร้อมใจเปิดรับ
นักท่องเที่ยว”
2. ต่อยอดสร้างสรรค์ “สารคดีโทรทัศน์และหนังสือ –เที่ยวอย่างคนวิเศษฯ-ไหว้พระอ่างทอง-เที่ยวอ่างทอง ”
วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ระนาดลิเกวิเศษ คมสันต์ สุทนต์ บันทึกความทรงจำ


ระนาดลิเก วิเศษฯ
โหมโรงระนาดลิเก วิเศษฯ
เรื่องราวของระนาดลิเก วิเศษฯ (วิเศษชัยชาญ)เกิดขึ้นจากที่ผมต้องค้นหาข้อมูลเพื่อถ่ายทำรายการบางบรรเลงเพลงระนาด ก่อนหน้านั้นปลายปี 2554 เกิดมหาอุทกภัยจังหวัดแถบภาคกลางอาทิ นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง อยุธยา เป็นต้น ล้วนแต่เป็นแหล่งคณะลิเกที่สำคัญๆทั้งนั้น ผมและทีมงานถ่ายทำจึงตั้งใจหนีน้ำไปถ่ายทำระนาดลิเกโคราช เพราะที่นั่นน้ำไม่ท่วมและถือเป็นชุมชนลิเกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทย มีเรื่องราวขออดีตพระเอกลิเกพ่อเต็ก เสือสง่า, ครูบุญยัง เกตุคง ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินลิเกอีกเกือบกว่า 100 คณะ***
แต่ด้วยเงื่อนไขบางประการ เหมือนบุพเพสันนิวาสที่ผมต้องมาเป็นผู้ดำเนินรายการตอนนี้ แล้วต้องกลับมาตั้งหลักถ่ายทำแถบท้องถิ่นภาคกลาง
ผมจึงนั่งทบทวนโจทย์ใหม่ เล็งว่าน่าจะเป็นอยุธยากับอ่างทอง ที่ว่าเป็นอยุธยาก็เพราะนึกถึง พ่อครูหอมหวล นาคศิริ(พ.ศ2442.-พ.ศ.2521) อ.บ้านแพรก กับพระพร ภิรมย์หรือ บุญสม อยุธยา(พ.ศ.2471-พ.ศ.2553) อ.พระนครศรีอยุธยา ที่ถือว่าเป็นตำนานลิเก เมื่อสืบถามหาคนระนาดในยุคนั้น ก็มีลุงลือ เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนระนาดลิเกคู่ใจพระพร ภิรมย์ก็คือคุณครูกำนันสำราญ เกิดผล ศิลปินแห่งชาติ(พ.ศ.2470-ปัจจุบัน) บางบรรเลงเพลงระนาด ก็นำเสนอท่านไปแล้ว ตอนระนาดประชันคู่กับครูพินิจ ฉายสุวรรณ ศิลปินแห่งชาติ (พ.ศ.2474-ปัจจุบัน)
ผมจึงมาหาจุดโฟกัสใหม่เป็นแถบ ป่าโมก วิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง พูดถึงป่าโมก อ่างทองใครๆก็ต้องนึกถึง คุณไชยา มิตรชัย ,ลิเกเด็กกำพร้าวัดสระแก้ว, คุณโน้ต เชิญยิ้มฯลฯ ภาพความทรงจำตอนเด็กๆของผมมันผุดขึ้นมา
ท่ารถ ป่าโมกในอดีตทจะมีป้ายคณะลิเกทาด้วยสีโปสเตอร์สะท้อนแสงบนแผ่นไม้อัดใหม่บ้างเก่าบ้างบอกชื่อคณะลิเกพร้อมเบอร์โทรติดต่อเยอะๆๆๆๆมาก, เห็นแล้วต้องคิดว่าว่าโลกนี้มีแต่ลิเก หรืออย่างไร? ในอดีตจะมีคุณลุง(เขาว่าเป็นพระเอกตกยาก)แต่งชุดลิเกมาร้องราชนิเกลิงขอเงินผู้โดยสารต่างถิ่น เป็นเหมือน Presenter ประจำท่ารถป่าโมก เดี๋ยวนี้ไม่หลงเหลือบรรยากาศแบบนั้นแล้วครับ
ส่วนที่วิเศษชัยชาญนี่ก็ไม่เบา มีทั้งศิลปินแห่งชาติ คุณครูบุญเลิศ นาจพินิจ และพระเอกเงินล้านอาจารย์พงษ์ศักดิ์ สวนศรี ผมว่าถ้าต้องเจาะลึกถ่ายทำกันจริงๆ 5 ตอนก็จะไม่จบเพราะข้อมูลสนุกๆน่าสนใจเยอะแยะมาก
ที่สำคัญประเด็นของเราคือ ระนาดลิเก ไม่ใช่พระเอกลิเกครับ
แล้วระหว่างอำเภอป่าโมก กับอำเภอวิเศษชัยชาญ ที่ไหนล่ะจะมีข้อมูลความน่าสนใจ คนระนาดลิเกที่เป็นต้นเรื่องได้มากกว่ากัน ?
ด้วยเหตุผลหลักนี้ ผมและทีมงานถ่ายทำจึงขอเลือกนำเสนอ ระนาดลิเกวิเศษฯ เป็นกรณีศึกษา
คนต้นเรื่อง ระนาดลิเก วิเศษฯ
คนต้นเรื่องหลักที่ใครๆก็ลงความเห็นว่า เป็นคนระนาดลิเกตัวจริง และเป็นต้นแบบระนาดลิเกยุคเวทีลอยฟ้าซะด้วยก็คือพี่แก่ หรือคนในวงการเขาจะเรียกกันว่า สมชาย พิกุลทอง ซึ่งเป็นเพื่อนรักระนาดคู่คิด อาจารย์พงษ์ศักดิ์ สวนศรี พี่แก่เป็นตระกูลระนาดลิเกโดยสายเลือด ย้อนไปตั้งแต่รุ่นครูฟอง บ้านดาบ-ปู่-พ่อ ก็เป็นรุ่นที่ 4 แล้วได้ฝึกฝนจนลูกชายเป็นนักระนาดลิเก รุ่นที่ 5
คนต้นเรื่องสมทบอีกสองท่านคือ ลุงพยอม พันธุ์ไม้ อดีตระนาดลิเกวิกเมื่อ 50 ปีก่อน แต่ตอนนี้ยกเครื่องปี่พาทย์ให้หลานชาย แล้วมาใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เล่นระนาดไหว้ครู ระนาดเครื่องมอญ ละครแก้บน ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่า ลุงยอม เรียกชื่อสั้นๆเพื่อความเป็นกันเอง เป็นนักระนาดที่ตีรับละครได้เพราะถูกใจผมที่สุด
ส่วนอีกท่านหนึ่งคือ ลุงปิ่น ศรแก้ว คณะนายไปล่ ระนาดลิเกอาวุโสแห่งเมืองวิเศษชัยชาญ สมัยเมื่อ 60 ปีก่อนลิเกคณะไหนมาเยือนถิ่นวิเศษ ต้องออกใบจองตัวลุงปิ่น ไปตีรับร้องทุกครั้ง จะไม่ให้เป็นเต็งหนึ่งได้อย่างไรเพราะตอนหนุ่มได้เรียนวิชาระนาดกับ พ่อครูพริ้ง ดนตรีรส, ครูฟอง บ้านดาบ(พ่อบุญธรรม), ครูสำรวย แก้วสว่าง
เล่นลิเกประจำวิกกรุงเทพฯ และเป็นคู่ประชันกินกันไม่ลงอีกท่านหนึ่งของครูไก่-สืบสุด ดุริยประณีต
คนระนาดลิเกวิเศษฯ ยังไม่ได้มีเท่านี้ ลุงชิด สุกใส บ้านยี่ล้น ตีระนาดไหวจัด ตอนนี้อายุมากแล้วเป็นโรคเบาหวาน, ลุงช่วย บ้านยี่ล้น ตีลิเกบางครั้ง(เป็นศิษย์ท่านครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ) เดี่ยวระนาดลาวแพน เพราะเหมือนระนาดจะพูดได้ ตอนนี้ยังสอนเด็กๆในท้องถิ่น, ลุงประจิม สิทธิโชค วัดขุมทอง(เป็นลูกศิษย์ของครูชื้น ดุริยประณีต), พ่อนุ่น-วิชัย โพธิ์ระย้า(เสียชีวิตแล้ว) เป็นศิษย์รักของลุงปิ่น
แต่ถ้าโยงไปถึงระนาดประชันคนวิเศษฯ จะต้องนึกถึง ครูผู้ใหญ่ประเสริฐ สดแสงจันทร์ ฉายาสิงห์สามจังหวัด
โปรดติดตาม ระนาดลิเก วิเศษฯ ตอนต่อไป
• เปิดเรื่องระนาดลิเกที่วัดม่วง“ไหว้พระวิเศษ” ใหญ่ที่สุดในโลก
• ไปหาพี่แก่ ระนาดลิเกที่วัดนางชำ
• ครูบุญเลิศ นาจพินิจ พระเอกระนาดลิเก ฯลฯ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)