วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

วัดนางใน หลวงพ่อนุ่ม

ประวัตินางในธัมมิการาม
ข้อมูลจาก http://p.moohin.com/119.shtml

ตั้งอยู่เลขที่ ๙๙ บ้านนางใน หมู่ที่ ๗ ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๒ งาน ๕ วา โฉนดเลขที่ ๘๙๓๔,๑๓๐๐๘ อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับถนนสายโพธิพยา - อ่างทอง ทิศใต้และทิศตะวันออก ติดต่อกับถนนสุขาภิบาลศาลเจ้าโรงทอง ทิศตะวันตกติดต่อกับที่ดินของนายสม เมืองบุรี และนายสี มงคลอินทร มีที่ธรณีสงฆ์ ๑ แปลง เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๖๔ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๒๑๘

พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบ มีบ้านเรือนประชาชนโดยรอบ และมีสถานที่สาธารณะเป็นทางคมนาคมสะดวก อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๕๓ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ศาลาการเปรียญกว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๔๘ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นอาคารไม้ โครงสร้างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก หอสวดมนต์กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๒ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นอาคารไม้ทั้งหลัง กุฎีสงฆ์ จำนวน ๙ หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้สำหรับปูชนียวัตถุ พระประธานในอุโบสถ

วัดนางในธัมมิการาม สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ ประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๓ ชาวบ้านเรียก “วัดนางใน” ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณพ.ศ. ๒๔๕๓ การบูรณะพัฒนาวัดได้เริ่มจริงจังขึ้นมากในสมัยของพระอุปัชฌาย์นุ่ม ธมฺมาราโม เป็นเจ้าอาวาส นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๘ เป็นต้นมา เกี่ยวกับการศึกษาทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๕ นอกจากนี้ยังได้ให้ทางราชการจัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษาขึ้นในที่วัดนี้อีกด้วย

http://p.moohin.com/119.shtml


ข้อมูลประวัติหลวงพ่อนุ่ม

เกิดวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2426 ตรงกับแรม 3 ค่ำ เดือน 9 ปีมะแม เป็นบุตรของ นายสอน นางแจ่ม ศรแก้วดารา
ณ บ้านสามจุ่น อ.ศรีประจันต์ สุพรรณบุรี


อุปสมบท ณ วัดปลายนา อ.ศรีประจันต์ วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2446


มรณภาพ วันที่ 13 สิงหาคม 2497 เวลา 23.l5 น.


รวมสิริอายุ 72 ปี 52 พรรษา

พระอุปัชฌาย์นุ่ม ธมฺมาราโม ท่านเกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2426 อ่อนกว่าหลวงพ่อพัก 1 ปี โยมบิดาของท่านชื่อสอน โยมมารดาชื่อแจ่ม นามสกุลศรแก้วดารา หลวงพ่อนุ่มเกิดที่บ้านสามจุ่น ตำบลวังน้ำซับ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ตอนที่ท่านอายุได้ 10 ขวบ ได้ศึกษาภาษาไทยและภาษาขอมกับพระอธิการพ่วง ผู้เป็นพระพี่ชายที่วัดสามจุ่น ซึ่งอยู่ใกล้บ้านของท่าน และเมื่ออายุท่านครบ 20 ปี

จึงได้อุปสมบทที่วัดปลายนา ตำบลปลายนา อำเภอศรีประจันต์ สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2446 โดยมีพระครูธรรมสารรักษา (อ้น) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดดี วัดปู่เจ้า เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการช้าง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และจำพรรษาอยู่ที่วัดสามจุ่น ศึกษาพระธรรมวินัยและพระปริยัติธรรม พรรษาที่ 8 ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดหลวง ตำบลศาลเจ้าโรงทอง

เพื่อสะดวกในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ไปช่วยก่อสร้างอุโบสถวัดสามจุ่น ประชาชนในท้องที่นั้นเคารพศรัทธาเลื่อมใสช่วยสละปัจจัยในการก่อสร้างพระ อุโบสถวัดสามจุ่นจึงสำเร็จด้วยดี เมื่อสร้างพระอุโบสถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้กลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสามจุ่นตามเดิม

พอถึงปี พ.ศ. 2459 ท่านก็ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงอีก 10 ปี ต่อมาจึงได้ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดนางในธัมมิการาม ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ ในปี พ.ศ. 2469 ในสมัยนั้นวัดนางในชำรุดทรุดโทรมมาก ท่านจึงเริ่มบูรณปฏิสังขรณ์วัดนางใน

จนเป็นวัดที่พร้อมด้วยเสนาสนะอันสวยงาม เจริญรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้ ถึงปี พ.ศ. 2477 ท่านจึงได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ผลงานต่างๆ ของหลวงพ่อมีมากมายหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งในวัดนางในและนอกวัด หลวงพ่อนุ่มปกครองวัดนางในเป็นเวลา 30 ปี จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2497 ท่านจึงมรณภาพ สิริอายุได้ 71 ปี พรรษาที่ 51 ในงานประจำปีของวัดนางในทุกปี จะจัดงานตรงกับเทศกาลตรุษจีน เป็นงานที่ใหญ่โตทางวัดเปิดโอกาสให้ประชาชนปิดทองรูปหล่อหลวงพ่อนุ่ม มีประชาชนและชาวอ่างทองไปร่วมงานเป็นหมื่นคนทุกปี

ในสมัยที่ท่าน ยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้ให้แก่ศิษย์หลายอย่าง เช่น เหรียญปั๊ม เหรียญหล่อ พระเนื้อผง พระเนื้อดินเผา และเบี้ยแก้ เป็นต้น วัตถุมงคลทุกชนิดของหลวงพ่อนุ่มล้วนแล้วแต่เป็นที่นิยมเสาะหา และหวงแหนของชาววิเศษชัยชาญ เหรียญรุ่นแรกของท่านนั้นสนนราคาหลักหมื่นกลางๆ


วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม

เหรียญรุ่นแรก คือ เหรียญปั๊มรุ่นเดียวที่ทันหลวงพ่อ ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีขนาดค่อนข้างเล็ก ด้านหน้ารูปเหมือนหน้าตรงครึ่งองค์ อักษรภาษาไทยด้านบนอ่านว่า “พระอุปัชฌาย์ (นุ่ม)” ภายในซุ้มไข่ปลาและซุ้มเส้นลวด ด้านหลังเป็นยันต์ห้า และอักขระขอมหนึ่งแถวใต้ยันต์ลงมา

วัตถุมงคลอื่น ๆ ประกอบด้วย เหรียญรุ่นต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเหรียญรุ่นแรก มีประมาณสิบกว่ารุ่น เหรียญหล่อสี่เหลี่ยมพิมพ์พระพุทธ พระเนื้อดินจุ่มรัก พิมพ์นั่งบัว รูปเหมือนปั๊มบรรจุอัฐิ เบี้ยแก้ เป็นต้น

วัดอบทม หลวงพ่อทองใบ

ข้อมูลจาก http://forum.uamulet.com/view_topic.aspx?bid=7&qid=7750

ประวัติของท่านเท่าที่หาดูยังไม่มีใครเอามาเผยแพร่ เท่าที่ผมไปพูดคุยกับผู้ที่ไกล้ชิดกับท่านพอได้ข้อมูลมาบ้าง ท่านเป็นคนทางแม่กลอง ไม่ใช่คนอ่างทองโดยกำเนิด แต่ท่านมาอยู่ที่วัดนี้ตั้งแต่ท่านมาเป็นเณรมาแล้ว ท่านนับถือหลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำมาก แต่พระองค์อื่นท่านไม่เคยกลัวเลย มีอยู่คราวมีงานที่วัดท่าน(ตี๋) เจ้าภาพนิมนต์พระเกจิมาหลายองค์เช่นหลวงพ่อแพ (วัดพิกุลทอง)หลวงพ่อหล่อ มีคนไปบอกท่านว่าหลวงพ่อหลวงพ่อแพ หลวงพ่อหล่อมา ท่านนุ่งสบงท่องหนังสืออยู่บอกว่า ก็ให้มันมาหล่อให้เป็นแพ มันไม่มากูก็ช่างแม่งมันซิ พอพูดหลวงพ่อแพก็ขึ้นมาพอดีก็ได้ยินที่หลวงพ่อพูด หลวงพ่อหล่อบอกว่ามากราบหลวงพี่ไอ้หล่อเรอะ หลวงพ่อแพบอกหลวงพี่ใบนอนสบายเลย หลวงพ่อบอกเอ้อ หลวงพ่อพระครูเต่ามา(วัดน้ำพุ)อ๋อไอ้เต่ามาก็ให้มันคลานมามันมีตั้งสี่ขา (ท่านจะพูดแบบห้วนๆแบบชาวบ้านๆ) ท่านจะนอนโดยไม่สนใจว่าพระผู้ใหญ่มาจากใหน ไม่ลุกไปรับแขกด้วย แต่ถ้ารู้ว่าเป็นหลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำจะมา ท่านจะรีบแต่งตัว เรียบร้อย ไปยืนรอรับหลวงพ่อคำที่หน้าวัดทีเดียว


วัตรปฎิบัติท่านมีลักษณะคล้ายกับสมเด็จพุฒาจารย์(โต) เรียกว่าท่านทำอะไรแปลกๆ จากคำบอกเล่าของหมอพงษ์ ซึ่งเป็นศิษย์(ที่จริงหมอพงษ์อายุจะอ่อนกว่าหลวงพ่ออยู่ไม่กี่ปี ก่อนหน้าหมอพงษ์เคยบวชอยู่จนเป็นมหาพงษ์ ตอนหลังสึกออกมา เป็นผู้ที่อยู่ไกล้ชิดหลวงพ่อมานานตั้งแต่หลวงพ่อบวชใหม่ๆ)...."
มีอยู่คราวหนึ่ง หลวงพ่อท่านกลับมาจากสอบ(อุปัชฌาย์)จากวัดบางจักร์ นั่งเรือกลับวัด หลวงพ่อท่านอยากกินขนมครก ซื้อขนมครก 5 บาทนั่งกินมาในเรือ หมอพงษ์บอกว่าหลวงพ่อนั่งให้ดีๆ ท่านบอกว่า ไม่ ..กูไม่นั่ง ไอ้ยุงอ้าปาก บอกว่าหลวงพ่อทำให้ดี หลวงพ่อบอกว่า มึงดีอย่าไง พอถึงวัดหลวง เพลแล้ว คนก็เห็นบอกว่านั่นหลวงพ่อวัดอบทม ได้ยินเขาตีกลองกัน หลวงพ่อบอกว่าไอ้พงษ์ (หมอพงษ์ขณะนั่นบวชเป็นพระ) ไอ้จ๋า (ขณะนั้นเป็นเณร)มึงรำกลองเป็นไหม หมอพงษ์บอกว่าทำไมผมจะรำไม่เป็นเล่า เท่านั้นเองหลวงพ่อลุกขึ้นรำเองเลย ชาวบ้านเห็นก็พูดกันว่าเอ๋ยนั่นท่านมหาอบทมเลยนะนั่น รึทำไมทำอย่างนั้น พอถึงวัดใหญ่ร่มไม่กางนั่งสูบบุหรี่ แล้วเอาบุหรี่จี้ที่หว่างขาตัวเอง พอร้อนก็สะดุ้งผ้าขาด เดินผ้าขาดตั้งแต่วัดใหญ่ท่านเดินลุยน้ำมา ถกผ้าคลุมหัวชาวบ้านเห็นตกใจหมด หลวงพ่อท่านบอกว่ากูร้อนกูนี่หว่า .."

มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อไปบวชพระข้ามเขต อาจารย์หว่างวัดยางก็พ้องว่าหลวงพ่อบวชพระข้ามเขต หลวงพ่อท่านมารู้ตอนหลังก็พูดว่า กูไม่รู้ว่าเป็นมึงไอ้หว่าง ถ้ากุรู้กูชวนมึงต่อยไปแล้ว

คนเอาอาหารดีๆมาถวาย หลวงพ่อเอาให้แมวหมาหมด

เมื่อคราวกฐินสามัคคีผักให่มาหลวงพ่อท่านนั่งยองๆ เอาตะเกียบคีบผักจิ้มน้ำพริกในครกเลยในครัวเลย สากก็ไม่เอาออก คณะกฐินเห็นบอกว่าพระองค์นี้จิตไม่ดีสงสัยบ้า หลวงพ่อได้ยินลุกขึ้นมาเอาถังครอบหัวเคาตีเดินไป แต่พอถึงเวลาขึ้นเทศน์หลวงพ่อท่านเปลี่ยนชุดใหม่ แล้วขึ้นเทศน์คนที่เห็นบอกว่าเป็นคนละองค์กับเมื่อกี้เลย..........ข้อมูลและเรี่องราวเป็นการถอดเทปจากที่ไปสัมภาษณ์มา ยังไม่ได้เรียบเรียง ให้ดีพอ..บางตอนก็ออกอากาศไม่ได้

เรื่องราวของท่าน เเปลก เเหวกเเนวนะครับ สมัยก่อนๆ เคยลงในหนังสือพุทโธ ไม่ค่อยได้สนใจ เเต่เท่าที่พอจำได้ท่านอยู่อย่างสมถะ
http://forum.uamulet.com/view_topic.aspx?bid=7&qid=7750

วัดเขียน จิตรกรรมฝาผนังวิเศษฯ

ข้อมูลจาก http://www.bansansuk.com/travel/Measure%20write/

วัดเขียน เป็นวัดเล็ก ๆ ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ 50 บ้านคงกะพัน หมู่ที่ 8 ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง บนที่ราบลุ่มแม่น้ำน้อย มีหมู่บ้านและลำคลองโดยรอบบริเวณวัด เดิมถูกปล่อยร้างอยู่เป็นเวลานาน เมื่อมีผู้คนมาอาศัยอยู่มากขึ้นกลายเป็นชุมชน วัดแห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมของชุมชนในเวลาต่อมา


สำหรับคำว่า "วัดเขียน" อาจสัญนษฐานได้ 2 กรณีคือ กรณีแรก เนื่องจากภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนที่สาวยงามจึงเรียก วัดเขียน ตามอย่างดบสถ์เขียนหรือวิหารเขียนที่วัดป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ตามแนวคิดของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อีกกรณีหนึ่ง เดิมวัดนี้ชื่อ วัดเขียน อยู่แล้ว แต่เพื่อให้สมกับชื่อจึงมีการเขียนภาพไว้ในพระอุโบสถ



เนื่องจากไม่ปรากฎหลักฐานเกี่ยวกับการสร้างวัดแห่งนี้ จึงไม่สามารถกำหนดอายุที่แน่นอนได้ว่าสร้างเมื่อใด แต่จากสภาพแวดล้อมและลักษณะของวัดบริเวณใกล้เคียง สันนิษฐานว่าวัดเขียนและวัดบริเวณใกล้เคียง เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกันและได้ถูกปล่อยทิ้งร้างไปนานก่อนจะมีกการบูรณะขึ้นใหม่ แต่จากหลักฐานทางด้านโบราณคดีวัตถุสถานของวัดแห่งนี้ เช่น อุโบสถ ใบเสมา เจดีย์เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง ล้วนสนับสนุนการกำหนดอายุของวัดแห่งนี้ว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาทั้งสิ้น ดังนั้นก็เป็นที่น่าเชื่อว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถก็เป็นภาพที่เขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นเดียวกัน



ศิลปะโบราณวัตถุสถานที่น่าสนใจภายในวัดเขียน ได้แก่
อุโบสถ อุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันออก อุโบสถหลังเดิมมีขนาดย่อมก่ออิฐถือปูน มีประตูทางเข้าทางเดียวทางด้านหน้าพระประธาน ส่วนด้านหลังพระประธานเป็นประตูหลอก ผนังด้านข้างมีหน้าต่างข้าละ 3 บาน เป็นหน้าต่างสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 2 บาน ที่เหลืออีกด้านหนึ่งเป็นหน้าต่างหลอก เสาภายในอาคารเป็นเสาเหลี่ยมติดผนัง บัวหัวเสาร์เป็นหัวกลีบยาวซึ่งเป็นลักษณะของบัวหัวเสาในสมัยอยุธยาตอนปลาย หน้าบันเป็นหน้าบันไม้ขนาดเล็กแกะสลักลวดลายเป็นลายเทพนมและลายกระจังรวน ในคราวที่มีการปฏิสังขรณ์อาคารใหม่หลังจากได้เคยถูกทิ้งร้างมาครั้งหนึ่ง หน้าบันทั้ง 2 ชิ้นได้ถูกรื้อลงและนำไปประกอบกับซุ้มประตูทางเข้าวัดด้านชลประทาน เครื่องบันหลังคาเป็นไม้ มุงด้วยกระเบื้องลอนสีน้ำตาลแดง มีชายคาปีกนกยื่นออกมา 2 ข้าง สลักลวดลายเช่นเดียวกับลายหน้าบัน



ใบเสมาอุโบสถวัดเขียน อ่างทอง อยู่รอบพระอุโบสถ ยอดทรงมงกุฎ มีทับทรวง มีตาเสมา มีเอว มีท้องเสมา เป็นใบเสมาสมัยอยุธยาตอนปลาย เหมือนใบเสมาวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ อันเป็นของสมัยอยุธยาตอนปลาย


เจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง สมัยอยุธยาตอนปลาย อยุ่หน้าอุโบสถวัดเขียนทางด้านทิศตะวันออก (หน้าอุโบสถหันออกสู่แม่น้ำเป็นแบบแผนอยุธยาตอนปลายอย่างหนึ่งที่นิยมสร้างเจดีย์อยู่หน้าอุโบสถเช่นเดียวกับวัดพิไชยสงคราม (วัดนอก) สมุทรปราการ วัดสามวิหาร อยุธยา วัดศรีโพธิ์ อยุธยา วัดพยาแมน อยุธยา)


ภาพเขียนในอุโบสถ

พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกภายในป่าหิมพาน รูปเหล่าสาวชาวป่าทำบุญตักบาตรพระสงฆ์


วันว่างอย่าลืมมาชมความงามของภาพจิตกรรมโบราณในอุโบสถ ณ วัดเขียน ศึกษาประวัติความเป็นมาของวัด และทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

การเดินทาง
วัดเขียนห่างจากอำเภอเมือง 12 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 3454 ประมาณ 1 กิโลเมตร

http://www.bansansuk.com/travel/Measure%20write/

วัดนางชำ หลวงพ่อบุญมี แม่ค้านางชำ

เดิมชื่อวัด "นิททราเม่ค้านางชำ"

พระครูพิพัฒนาทร(หลวงพ่อบุญมี ปุญญกาโม) ท่านเกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2450 ที่บ้านดาบ ตำบลคลองขนาก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เกิดปีมะแม วันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
เมื่อายุได้ 12 ปี ได้บวชเป็ฯสามเณรจนอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดนางชำ ซึ่งมีพระครูจันทร์ วัดบางจัก เป็นพระอุปัชฌาย์ ระหว่างอุปสมบทได้รับการรักษาตัวกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยา และได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา เรียนวิชาเป็นที่พอใจแล้วจึงได้กับมาบริหารวัด และใช้วิชาความรู้ที่ได้รับการถายทอดมาจากหลวงพ่อปาน และหลวงพ่อจง มีรักษาญาติโยม เช่นรดน้ำมนต์ ใช้มีดหมอรักษาอาการญาติโยม แล้วแต่จะมาให้รักษา ปัจจุบันท่านมรณภาพหลายปีแล้ว แต่ร่างของท่านไม่เน่าเปื่อย แต่ปัจจุบันศิษย์ ได้ขอพระราชทานเพลิงศพ ท่านไปแล้ว ...
ข้อมูลจาก พ่อครูธนายุส ภู่เจริญ

วัดน้ำพุ หลวงพ่อเต่าพระหมอไสยเวทย์

สิ่งศักดิ์สิทธ์ที่ชาววัดน้ำพุ นับถือ อันได้แก่ หลวงพ่อเพชร(พระพุทธรูปเก่าปางสมาธิ สมัยอยุธยา)
หลวงพ่อหวาด(อดีตเจ้าอาวาส องค์แรก)
หลวงพ่อเต่า(อดีตเจ้าอาวาส และพระหมอ ที่รักษาได้ทุกโรด
พระปรางค์ที่เชื่อว่าสร้างครอบบ่อน้ำพุไว้ อคีตวันนี้ชื่อวัดบ่อน้ำพุ และกลายมาเป็นวัดน้ำพุจนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อเต่า ธมฺมธโร หรือ พระครูธรรมพิริยคุณ
เกิดเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 28 ก.ค. 2441 ที่คลองขนาก อ.วิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เป็นบุตรของนายเชย นาง จันทร์ มณีโชติ ในวัยเด็กได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากสำนักเรียนวัดนางชำ เข้ารับการอุปสมบทเมื่อปี 2461 ณ พัทธสีมาวัดนางชำ โดยมีพระครูสุกิจวิชาญ เจ้าคณะอำเภอวิเศษชัยชาญ วัดท่าข่อย เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อจันทร์ วัดบางจัก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิเศษชัยสิทธิ์ วัดอ่างทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ อุปสมบทแล้วจำพรรษาที่วัดนางชำ จากนั้นเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพ เมื่อปี 2465 จนถึงปี 2471 กลับมาจำพรรษาที่วัดอ่างทอง จนกระทั่งปี 2474 ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้ำพุว่างลง ชาวบ้านจึงได้ไปนิมนต์ให้หลวงพ่อเต่ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้ำพุ ปี 2480 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ พระครูธรรมพิริยคุณ ปีรุ่งขึ้นได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะอำเภอวิเศษชัยชาญ หลวงพ่อเต่า มรณภาพลงเมื่อปี 2499 ขณะรับนิมนต์ไปที่วัดวังขนาบ จังหวัดกาญจนบุรี
ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่หลวงพ่อเต่าท่านมีชื่อเสียงในฐานะของพระหมอ ที่รักษาผู้เจ็บป่วยจากโรคร้ายต่างๆได้อย่างชะงัดนัก

วัดสี่ร้อย หลวงพ่อโตร้องไห้ ขุนรองปลัดชูวีรชนคนสี่ร้อย

วัดสี่ร้อย
อยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อย หมู่ที่ 4 ตำบลสี่ร้อย ชื่อตำบลสี่ร้อยและชื่อวัดเป็นชื่อที่สันนิษฐานว่าตั้งขึ้นเป็นอนุสรณ์แก่ขุนรองปลัดชู และชาวบ้านวิเศษชัยชาญ 400 คน ที่เสียชีวิตในสงครามระหว่างไทยกับพม่าที่เมืองกุย ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2302 วัดแห่งนี้ มีพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ สูง 21 เมตร หน้าตักกว้าง 6 เมตรเศษ นามว่า "หลวงพ่อโต" หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "หลวงพ่อร้องไห้" เมื่อปีพ.ศ 2530 มีข่าวใหญ่ว่าหลวงพ่อวัดสี่ร้อยมีโลหิตไหลออกมาจากพระนาสิก ข่าวนี้ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปทั้งชาวอ่างทองและจังหวัดใกล้เคียงต่างหาโอกาสมานมัสการ "หลวงพ่อร้องไห้" นอกจากนี้ภายในพระอุโบสถวัดนี้เคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างอยุธยา ที่มีความงดงามมาก ปัจจุบันภาพลบเลือนไปหมดแล้ว


วีรกรรมขุนรองปลัดชู

ขุนรองปลัดชู วีรกรรมที่ถูกลืม
โดย... นายทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล
http://www.aownoi.go.th/webpage/slogan.php?sg=5

กรุงศรีอยุธยา ( พ.ศ.2302 – 2303 ) สมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์พระเจ้าอลองพญาทราบเหตุว่ากรุงศรีอยุธยาผลัดแผ่นดินจึงได้ยกกองทัพเข้าตีเมืองมะริด และเมืองตะนาวศรี หัวเมืองของกรุงศรีอยุธยา โดยอ้างเหตุว่าให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏมอญ เมื่อยึดได้เมืองมะริดและเมืองตะนาวศรีแล้ว พระเจ้าลองพญาก็ได้เคลื่อนทัพผ่านทางด่านสิงขร เพื่อเข้าตีกรุงศรีอยุธยาต่อไป ครั้นเมื่อกรุงศรีอยุธยาทราบเรื่อง พระเจ้าเอกทัศน์ได้รับสั่งให้พระยายมราชคุมพลเป็นทัพหน้าออกมาต่อกรกับทัพพม่าที่ด่านสิงขร และให้พระยารัตนาธิเบศเป็นแม่ทัพคุมพลเข้ามาตั้งรับทัพพม่า ที่เมืองกุยบุรี


ขณะนั้น ขุนรองปลัดชู กรมการเมืองวิเศษชัยชาญ เป็นผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในการรบ และคงกระพันชาตรี เข้ามารับอาสากับไพร่สี่ร้อยคน ขอไปรบกับพม่า ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นกองอาทมาต (หน่วยรบพิเศษ) ร่วมทัพมากับพระยารัตนาธิเบศ


ทัพของพระยายมราช เข้าปะทะกับทัพของพม่าที่เมืองแก่งตุมด้วยกำลังที่น้อยกว่าจึงแตกพ่ายถอยรุ่นไม่เป็นขบวน พระยารัตนาธิเบศตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ เมืองกุยบุรี แจ้งว่าทัพพม่ายกพลมาเป็นจำนวนมาก อาจต้านทานไว้ไม่ไหว จึงสั่งการให้เกณฑ์ไพร่พล และเร่งอพยพผู้คนหลบหนีพม่า และหวังรวบรวมผู้คนเพื่อไปตั้งมั่นรับพม่าที่ชานพระนคร ครั้งนั้น ขุนรองปลัดชู ได้อาสาขอต้านทานทัพพม่าด้วยกำลังพลเพียงสี่ร้อยนาย เพื่อยันทัพข้าศึกและเปิดทางให้รี้พลได้หลบหนี พระยารัตนาธิเบศ จึงได้แบ่งไพร่ให้อีกห้าร้อยนายไปช่วยกองกำลังของขุนรองปลัดชู ในการต่อต้านทัพพม่า


ณ ชายหาดหว้าขาวชายทะเล (บ้านทุ่งหมากเม่า ตำบลอ่าวน้อย) เวลาเช้าตรู่ ขุนรองปลัดชูพร้อมกับเหล่าทหาร ตั้งท่ารอทัพพม่าอยู่ด้วยจิตใจห้าวหาญ เมื่อเห็นกองทัพพม่าก็กรูกันออกโจมตีทัพหน้าของพม่ารบกันด้วยอาวุธสั้นถึงตะลุมบอนกัน แทงพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก และตัวขุนรองปลัดชูท่านถือดาบสองมือ วิ่งเข้าท่ามกลางข้าศึก ฟันพม่าล้มตายก่ายกองดั่งขอนไม้ ด้วยกำลังพลเก้าร้อยต่อทัพพม่านับหมื่นที่ยัดเยียดหนุนเนื่องกันเข้ามาต่อรบได้รบกันอยู่ตั้งแต่เข้าจนถึงเวลาเที่ยง ขุนรองปลัดชูไม่คิดถอยหนี ต่อสู้ทัพพม่าจนเหนื่อยอ่อนสิ้นกำลัง ถูกกองทัพพม่าใช้พลทัพช้างขับช้างเข้าเหยียบจนล้มตาย ต่างพากันถอนร่นลงทะเล จนจมน้ำทะเลตายเสียสิ้น กองทัพพม่าจึงมีชัย พระยารัตนาธิเบศจึงได้เร่งเลิกทัพหนีมากับทัพพระยายมราช กลับมาถึงพระนครขึ้นเฝ้ากราบทูลว่า ศึกพม่าเหลือกำลังจึงพ่าย


ฝ่ายทัพพม่าเมื่อมีชัยเหนือกองทหารเก้าร้อยคน ก็เหนื่อยอ่อนหยุดทัพพักผ่อน ก่อนเดินทัพเข้าเมืองกุย เมืองปราณ เมืองชะอำ เมืองเพชรบุรี เมืองราชรี เมืองสุพรรณบุรี โดยไม่มีหัวเมืองใดต่อรบกับพม่าเลย และต่อมาชาววิเศษชัยชาญ ได้ร่วมกันสร้างวัดสี่ร้อยเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของขุนรองปลัดชู ตราบจนถึงปัจจุบัน


ในบันทึกของพม่าในกาลต่อมากล่าวว่า การตีกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น ได้มีการต่อสู้กองทัพของกรุงศรีอยุธยา ที่ช่องเขาแคบๆ ริมทะเลอย่างประจัญบาน ดุเดือด ก่อนเข้าเมืองกุย เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี โดยง่าย


หากกองทัพกรุงศรีอยุธยา มีคนอย่างขุนรองปลัดชู ไหนเลยเราจะเสียกรุงศรีอยุธยา และหากคนประจวบคีรีขันธ์ ยังไม่รู้จักวีรกรรมที่หาดหว้าขาว ไหนเลยวิญญาณของนักรบไทย จะได้รับการยกย่องความดี ความกล้า ความเสียสละต่อชาติ ต้องไม่ถูกลืม ขอยกย่องวีรกรรมของขุนรองปลัดชู ณ ดินแดนเมืองประจวบคีรีขันธ์

















ไหว้พระวิเศษฯ












โดยกลุ่มเพลงสยาม : Siam Music Group
บรรเลงธรรม เป็นโครงการบันทึกบทเพลงบรรเลงทางฆ้องวงใหญ่ เพลงโบราณควรค่าแก่การอนุรักษ์เพื่อเป็นหลักฐานระดับชาติ รวมถึงการสร้างสรรค์บทเพลงไทยร่วมสมัย ที่มีท่วงทำนองน้อมนำเข้าสู่ความสุข สงบร่มเย็น เห็นธรรม

บรรเลงธรรม ไหว้พระวิเศษ คือสารคดีโทรทัศน์ชุดปฐมฤกษ์ ความยาวตอนละ 30 นาที ที่จะพาท่านผู้ชมที่สนใจใฝ่ธรรม ได้เสมือนร่วมท่องเที่ยวเดินทางไปไหว้พระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มหามงคล ณ วัดวาอารามในย่านวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง จำนวนอย่างน้อย 15 วัด/ตอน โดยมีเสียงบรรเลงฆ้องวงใหญ่หรือเสียงดนตรีไทยอันไพเราะจากฝีมือศิลปินอาวุโสท้องถิ่นวิเศษชัยชาญประกอบสารคดีโทรทัศน์

ทั้งนี้บรรเลงธรรม ไหว้พระวิเศษฯ จะนำเผยแพร่ผ่านรายการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ที่มีความสนใจให้ความอนุเคราะห์พื้นที่เวลาการออกอากาศ

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสนับสนุนการสร้างสรรค์สื่อสารคดีโทรทัศน์จะได้รับวิดีทัศน์ “บรรเลงธรรมไหว้พระวิเศษฯ”
เพื่อนำไปแจกจ่ายมอบให้แก่ญาติสนิทมิตรสหาย หรือถวายเป็นธรรมทานกับวัดวาอาราม ย่านวิเศษชัยชาญ(ทั้ง 15 วัด) เพื่อให้นักท่องเที่ยว สาธุชนที่มากราบไหว้ได้มีโอกาสได้นำกลับไปชื่นชม เพื่อความสุขร่มเย็นเห็นธรรมต่อไป

ทั้งนี้โครงการบรรเลงธรรม “ไหว้พระวิเศษฯ” ยังเป็นต้นแบบของการนำเสนอสารคดีสร้างสรรค์ชุดบรรเลงธรรมไหว้พระในท้องถิ่นอื่นๆ จังหวัดต่างๆทั่วไทยและ บรรเลงธรรม “ไหว้ ๙ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไทย”


วัตถุประสงค์
1. เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนโครงการบรรเลงธรรม ในท้องถิ่น จังหวัดภูมิภาคอื่นๆตามความเหมาะสมต่อไป
2. เพื่อบันทึกเพลงไทยทางฆ้องวงใหญ่ที่สำคัญไว้เป็นหลักฐานของชาติไทยต่อไป
3. เพื่อโครงการนำร่องส่งเสริมการท่องเที่ยวไหว้พระในเขตอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทองต่อไป



ผู้สนับสนุนได้รับ

1.ประธานโครงการ : หรือผู้สนับสนุนหลัก [Main Sponsor]
สนับสนุนจำนวน 180,000 บาท
• จะได้รับอภินันทนาการภาพเก่าหายาก หลวงพ่อเต่า (พระครูธรรมพิริยะคุณ) วัดน้ำพุสิทธาราม จำนวน 3 ภาพ
• จะได้รับวิดีทัศน์ “บรรเลงธรรมไหว้พระวิเศษฯ” จำนวน 500 ชุด / แผ่นละ 250 บาท รวมมูลค่า 125,000 บาท


2.ผู้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม [Co. Sponsor]
สนับสนุนจำนวน 18,000 บาท
• จะได้รับวิดีทัศน์ “บรรเลงธรรมไหว้พระวิเศษฯ” จำนวน 50 ชุด / แผ่นละ 250 บาท รวมมูลค่า 12,500 บาท


รูปแบบการนำเสนอ สารคดีโทรทัศน์ความยาว 30 นาที/ตอน

ช่องทางการออกอากาศ Free TV / ทีวีดาวเทียม : ตัวอย่าง ของดีประเทศไทย, SHOW, ลายไทย ฯลฯ
นำเสนอ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

กลุ่มเป้าหมาย ผู้สนใจธรรมมะ นักท่องเที่ยวเดินทางแสวงบุญไหว้พระ
ผู้สนใจดนตรีไทย และเยาวชนคนรุ่นใหม่

ผู้ดำเนินรายการกิตติมศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญปราชญ์ท้องถิ่น หรือผู้สนับสนุนกิจกรรม

ผู้ดำเนินรายการ คมสันต์ สุทนต์
ผู้ดำเนินรายการไทยโชว์ และบางบรรเลงเพลงระนาด
สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสThai PBS
http://www.thaipbs.or.th/thaishow

ผลที่คาดว่าได้รับ
1. มีทุนหมุนเวียนเบื้องต้น เพื่อโครงการบรรเลงธรรม ในท้องถิ่น จังหวัดอื่นๆ
2. ได้บันทึกเพลงไทยทางฆ้องวงใหญ่ที่สำคัญไว้เป็นหลักฐานของชาติไทย
3. เกิดกระแสการท่องเที่ยวเทศกาลไหว้พระต้นแบบในเขตอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง

เนื้อหาหลัก
ประวัติความเป็นมาของแต่ละวัดโบราณสถาน / แหล่งท่องเที่ยว / สิ่งศักดิ์สิทธิ์ / เกจิอาจารย์-พระเครื่อง / ธรรมมะ

กิจกรรมต่อเนื่อง
1.พาสื่อมวลชนไหว้พระวิเศษ ผลักดันให้เกิดเทศกาลไหว้พระวิเศษฯ “1 สัปดาห์ในแต่ละปี ทุกวัดพร้อมใจเปิดรับ
นักท่องเที่ยว”
2. ต่อยอดสร้างสรรค์ “สารคดีโทรทัศน์และหนังสือ –เที่ยวอย่างคนวิเศษฯ-ไหว้พระอ่างทอง-เที่ยวอ่างทอง ”