วัตถุมงคล"หลวงปู่ผาด"
คอลัมน์ ซูมโฟกัส
เซียนบ้านดอน
วัดไร่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นวัดราษฎร์ ปัจจุบันมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ถึงหน้าน้ำน้ำท่วมสูงทุกปี พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงปู่ผาด อภินันโท เจ้าอาวาสวัดไร่ จึงดำริสร้างวัตถุมงคลขึ้น เพื่อหาปัจจัยบูรณปฏิสังขรณ์วัด ดีดและปรับพื้นศาลาให้พ้นน้ำ
หลวงปู่ผาด ท่านเป็นพระเถราจารย์ผู้เฒ่า วัย 93 ปี ผู้ทรงอภิญญาจิตยุคปัจจุบัน สำเร็จวิชาสร้างพระพรหมเฮงกังรี สายหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ จากท่านเจ้าคุณรัตนมุนี วัดชีโพน ทั้งยังสำเร็จวิชาธรรมกายชั้นสุดยอด จนได้รับการยืนยันรับรองจากปากของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ว่า "แสงแห่งพระธรรมกายนั้น ถ้าหยุดถูกที่แล้วจะสว่างไสวยิ่งกว่า พระอาทิตย์สักร้อยดวงมารวมกัน ถ้าใครยังไม่เชื่อให้ถามพระจากอ่างทององค์นี้ดู เพราะท่านสำเร็จธรรมกายชั้นสูงสุดแล้ว"
พูดพลางหลวงพ่อสดก็ชี้มือมาที่หลวงปู่ผาด ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระหนุ่มอยู่ นอกจากนี้ หลวงปู่ผาดยังเรียนวิชาสำคัญจากพระเกจิสายอ่างทอง เช่น เรียนทำผงวิเศษจาก หลวงพ่อภู วัดดอนรัก, เรียนทำเบี้ยแก้ เสกปรอท จากหลวงพ่อพัก วัดโบสถ์, เรียนทำตะกรุดโบสถ์ลั่น จากหลวงปู่คำ วัดโพธิ์ปล้ำ, หลวงปู่ผาด สร้างพระพรหม ทั้งแบบเนื้อผง ซึ่งสร้างด้วยเนื้อผงพรหมประกาศิต พระพรหมของท่านเป็นพรหม ลิขิตชีวิต ผู้บูชามีแต่เจริญก้าวหน้าขึ้นทุกคน และที่เป็นเหรียญพรหมรุ่นแรก เนื้อนวโลหะ, เนื้อตะกั่ว, เนื้อฝาบาตร ซึ่งมีปาฏิหาริย์ประสบการณ์แก่ผู้บูชาปรากฏไปทั่ว เพราะท่านสร้างแบบรู้จริง ทำได้จริง จึงขลังเหนือคำบรรยาย
หลวงปู่ผาดท่านเป็นศิษย์สายหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ, ศิษย์สายหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ และพระเถราจารย์อ่างทองยุคเก่า เมื่อไม่นานนี้หลวงปู่ผาดได้สร้าง "พระพรหมบูชา" ขนาด 5 นิ้วรุ่นแรก ก้นอุดผงวิเศษและของวิเศษมากมาย สร้างจากโลหะมงคล 16 ชนิด สวยงาม เพราะปั้นโดยช่างศิลป์มือหนึ่งแห่งเพาะช่าง ที่สำคัญขลังยิ่งนักขนาดบันดาลโชคให้คนบูชาได้ลาภลอยถึง 2 ล้านบาท, ช่วยให้คนที่มีคดีที่ดินจะหลุดไปเป็นของคนอื่นชนะคดีได้ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่มีแววว่าจะชนะ, ช่วยให้คนป่วยโรคเวร โรคกรรมหายได้ หลังจากอธิษฐานขอพร และอีกมากมายหลายสิบประสบการณ์จริงที่ถูกกล่าวถึงเรื่อยมา
นอกจากนั้นยังมี "พระกริ่งเพชรกลับ" สร้างตามสูตรนารายณ์พลิกแผ่นดิน, หิรัญยักษ์พลิกฟ้า พุทธคุณค้ำชูชีวิต กลับดวง พลิกชะตา หนุนชะตา กลับร้ายกลายเป็นดี พลิกชีวิตให้ดีขึ้น เจริญในหน้าที่การงาน
"พญาครุฑรุ่นแรก" เสริมอำนาจ วาสนา รับราชการเจริญก้าวหน้า เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ทำธุรกิจผ่านฉลุย เครื่องรางแห่งผู้นำ อยากให้ธุรกิจไปรุ่ง ต้องบูชาพญาครุฑ ด้วยเทวอำนาจ ทั้งยังมีฤทธิ์เสมอพระนารายณ์ ปีกที่ยิ่งใหญ่ ย่อมพัดพาความสำเร็จมาให้ พัดพาสิ่งเลวร้ายให้สูญสิ้น
"ตะกรุดพระลักษณ์หน้าทอง" สุดยอดเสน่ห์ เมตตามหานิยม เป็นที่หมายปองต้องใจนิยมชมชอบแก่หญิงชายทั่วไป ตำราว่าไว้อย่าว่าแต่มนุษย์เลย ต่อให้เทวดา ยังเมตตาเราสิ้นแล อย่าได้ประมาทเลย
พระบรมครูฤๅษี เนื้อดินหน้าตะโพน ผง 7 ครู สวยด้วยศิลป์ชั้นสูง ขลังด้วยมวลสารมงคลก่อเกิดสวัสดิมงคล ด้วยจิตรานุภาพของหลวงปู่ผาด พระผู้เฒ่าแห่งอ่างทอง "การงานสิ่งใดไม่สำเร็จ พึงสำเร็จได้ด้วยแรงครู"
สนใจร่วมบุญบูชาวัตถุมงคลหลวงปู่ผาด ติดต่อได้ที่วัดไร่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง และศูนย์พระเครื่องชั้นนำทั่วไป
นอกจากจะได้สิ่งมงคลไว้คุ้มครองตัวแล้ว ยังได้ชื่อว่าร่วมทำบุญฝากไว้ในพระศาสนาอีกด้วย
หลวงพ่อผาด อภินันโท วัดไร่ พระดีศรีอ่างทอง
--------------------------------------------------------------------------------
หลวงพ่อผาด วัดไร่ พระเถราจารย์ วัย 93 ปี ผู้ปฎิบัติวิปัสนากรรมฐานตามแนวทางของหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ
และหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ มาตลอดชีวิต สมาธิจิตสูง เสกพระเครื่อง แบบเปิดโลก งานพุทธาภิเษกที่วัดช้าง
อ่างทอง หลวงพ่อผาด องค์นี้ นั่งอธิฐานจิตปลุกเสกพระนานเกือบ 3 ชั่วโมง โดยลืมตาบริกรรมพระคาถาไปเรื่อย ๆ
มีผู้ถ่ายรูปท่านไว้ พอล้างออกมา เห็นเป็นดวงไฟหลากสี ล้อมตัวท่านเต็มพระอาจารย์ละออ แจ้งข่าวว่า เมื่อเร็ว ๆนี้
นักสมาธิจิต ระดับดอกเตอร์ ฯ พร้อมคณะบุกพิสูจน์กระแสพลังงานทางจิต
ของหลวงพ่อผาดโดยขอให้ท่านเสกปฐวีธาตุ (หินแม่น้ำ)ให้ ท่านหยิบหินมาลูป มาคลำเป่าไป 3 พ่วงส่งให้
เมื่อนำหินมาถ่ายรูปด้วยแสงออร่า ปรากฏว่า หินมีแสงสีรุ้ง ปกคลุมอยู่ สว่างไปทั้งภาพ
หลวงพ่อผาด ท่านพูดถึงตะกรุด 8 บุรุษ ของท่านว่า ตะกรุดนี้ ฉันไม่ได้ทำเองคนเดียวหรอก
ฉันเชิญเสด็จพระใหญ่ พระสำคัญมาช่วยทำให้ พวกพรหม เทวดา มาทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เต็มไปหมด
เขาเห็นว่าพระแก่เชิญ เลยมาทำให้เต็มที่ สำคัญนะ ตะกรุดนี่ เก็บไว้ให้ดี ไม่มีอีกแล้ว ทำไม่ไหวแล้ว
พระดีศรีอ่างทอง ศิษย์หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ รูปเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ มีพลานามัยแข็งแรง
ผู้หยั่งรู้วาระจิตคน เป็นอาจารย์องค์หนึ่งของ " หลวงพ่อทรง " วัดศาลาดิน
หลวงพ่อผาด วัดไร่ ศิษย์เจ้าคุณพระราชปัญญามุนี วัดชีโพน อยุธยา ผู้ห่างพ้นกิเลศทั้งปวง ไม่ยึดติด
ไม่สะสม จำวัดกลางศาลาใหญ่ใกล้เมรุเผาศพ เมื่อคราวนำท่วมอ่างทองครั้งใหญ่ นำเอ่อล้นท่วมทุกที่แต่ที่ศาลาใหญ่
ที่ท่านจำวัด ซึ่งสูงกว่าพื้นถนนไม่ถึงฟุต สายนำกลับวกไปไม่ท่วมถึง
แม้วัย 91 ปียังมีความแจ่มใส มีอารมณืเยือกเย็น แข็งแรง เดินเหินได้คล่องแคล่ว การนั่งอธิฐานจิต
วัตถุมงคลของท่านสุดแปลก เพราะท่านนั่งลืมตาเสก ว่าคาถาเป่าไปเรื่อย ๆ ผู้รู้บอกว่าการลืมตาเสกเป็นการเสกแบบเปิดโลก
แบบเดียวกับหลวงปู่ดู่ วัดสะแก
ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ถือว่า พระพรหมเป็นมหาเทพแห่งการสร้างสรรค์ทั้งปวง
พระนารายณ์เป็นมหาเทพแห่งการปราบปราม ส่วนพระศิวะ หรือพระอิศวร เป็นมหาเทพแห่งการทำลาย
ที่ว่าพระพรหมเป็นมหาเทพแห่งการสร้างสรรค์ทั้งปวงนั้น เชื่อกันว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างโลก
สร้างมนุษย์ พร้อมกับสร้างสรรพสิ่งต่างๆ เป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตของมนุษย์ทุกผู้ ทุกนาม จะให้เจริญขึ้นหรือเลวลง
จะให้ชีวิตราบรื่น พ้นภัย หรือพบเจอกับอุปสรรคขวากหนาม ก็ด้วยพรหมลิขิตทั้งสิ้น ตำราไสยเวทของไทย
จึงนับถือพระพรหมมาก และยกย่องให้เป็นมหาเทพชั้นครูของทุกเรื่อง เช่น วิชาดูดวงชะตาของมนุษย์
หรือ ตำราพรหมชาติ วิชาสร้างบ้าน แปลงเมืองต่างๆ
เอ่ยชื่อ "หลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ" พระเกจิอาจารย์ยุคเก่า
ผู้เป็นเจ้าของเหรียญปั๊มราคาแพงที่สุดของเมืองไทย เชื่อได้ว่านักนิยมพระทุกท่านต้องรู้จักดี
หลวงปู่กลั่นท่านสำเร็จวิชาการสร้างพระพรหม และได้ถ่ายทอดให้ศิษย์ทั้งพระและฆราวาส
ในสายวิชาท่านจนหมดสิ้น
ต่อมาศิษย์สายนี้ก็สร้างพระพรหมได้ขลังและมีพุทธคุณสูงเป็นที่นิยมของคนทั่วไป
เช่น อาจารย์เฮง ไพลวัลย์ ศิษย์ฆราวาสของหลวงพ่อกลั่น ที่เรียกกันว่าอาจารย์เฮง เรือลอย
เพราะท่านร้อนวิชาจนไม่อาจมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งได้ ต้องผูกเรือลอยลำอยู่หน้าท่าน้ำวัดสะแก
หรือแม้แต่หลวงปู่สี และหลวงปู่ดู่ วัดสะแก ก็สำเร็จวิชาพรหมเช่นกัน
"พระพรหม" ของสำนักวัดสะแก เชื่อกันว่ามีพุทธคุณ แก้กรรมหนักทั้งปวงได้ หนุนชีวิต พลิกดวงชะตา
กลับร้ายกลายเป็นดี แคล้วคลาดปลอดภัยและเจริญก้าวหน้า ทั้งนี้ เพราะพระพรหมเป็นผู้สร้าง
เป็นผู้ลิขิตทางเดินชีวิตของคนเรานั่นเอง
"หลวงปู่ผาด อภินันโท" แห่งวัดไร่ ต.ศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ อ่างทอง อายุ 92 ปี 72 พรรษา
พระวิปัสนาชื่อดังแห่งอ่างทอง เป็นศิษย์ของท่านเจ้าคุณพระราชปัญญามุนี (รัตน์ อตฺถทสสี) อดีตเจ้าอาวาสวัดชีโพน
และเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งท่านเป็นศิษย์ก้นกุฏิของหลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติ
จึงได้รับถ่ายทอดวิชาพรหมลิขิตหรือพรหมสร้างโลกมาจากหลวงพ่อกลั่นจนหมดสิ้น
หลวงปู่กลั่นก็ได้ถ่ายทอดวิชาพรหมลิขิตให้กับหลวงปู่ผาดเช่นกัน กล่าวสำหรับหลวงปู่ผาดนั้น
นอกจากท่านจะเป็นศิษย์ในสายหลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติแล้ว ท่านยังเป็นศิษย์ของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีตอีกหลายองค์
เช่น หลวงพ่อชวน วัดยางมณี เรียนวิชาเพชรหลีก เพชรกลับ, ศิษย์หลวงพ่อปลื้ม วัดช้าง
เรียนวิชาผูกผง และลบถมผงลอดกระดาน, ศิษย์หลวงพ่อเผือด วัดสำโรง สุดยอดพระวิปัสสนา
พระอรหันต์ อัฐิเป็นแก้วใส และศิษย์เรียนธรรมกายจาก หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ
ในปัจจุบัน "หลวงพ่อผาด" ท่านเป็นพระวิปัสสนาจารย์ มีคุณธรรมสูง
ปลุกเสกวัตถุมงคล แบบลืมตาเสก (เรียกว่าเสกแบบเปิดโลก) คือเปิดหนทางทุกอย่าง เปิดโภคทรัพย์ เปิดทางชีวิต )
มีอภิญญาจิต คุณวิเศษ ผู้หยั่งรู้วาระจิตคน เล่ากันว่า แม้แต่เทวดา ยังมาฝากตัวเป็นศิษย์และกระแสจิตท่าน
เทียบเท่าท่านเจ้าคุณนรฯ พระอรหันต์กลางกรุงแห่งวัดเทพศิรินทร์
เนื่องจากวัดไร่ จะต้องซ่อมแซมเสนาสนะ จะต้องใช้ปัจจัยอีกมาก ท่านจึงได้สร้างพระพรหมขึ้นเป็นครั้งแรก
ตามตำราหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ฝังเกศาของท่าน ที่ขาวใสดุจแก้ว ต่างจากเส้นผมขาวของคนแก่ทั่วไป
ฝังเม็ดพระธาตุ และพลอยเสก รวมทั้งตะกรุดมหาบุรุษ 8 จำพวก ตะกรุดเปิดสมอง(ปัญญาดี)
สำหรับเด็กนักเรียน ผ้ายันต์นารายณ์ทรงเมือง และผ้ายันต์มหานิยม
สำหรับพระพรหมของท่าน เชื่อกันว่า บูชาแล้ว ดุจมี พระพรหม ประจำตัว
ย่อมได้รับความเจริญก้าวหน้า เหนือกว่าผู้อื่นเสมอๆ ทำการงานสิ่งใด ขอพรพระพรหมที่คอ
ย่อมประสบผลสำเร็จได้โดยง่าย หนุนดวงชะตา ให้สูงส่งตลอดกาล ปิดประตูวิบัติ ขัดสนทั้งปวง
ถือเป็นวัตถุมงคลที่ดี ควรค่าแก่การบูชาอีกสำนักหนึ่ง
รายการวัตถุมงคลมีดังนี้
1. พระพรหมลิขิต ( พรหมให้พร )
พระพรหมลิขิตของหลวงพ่อผาดสร้างตามตำราพระพรหมสายวัดพระญาติทุกขั้นตอน มีพุทธคุณสูง
มีเทวดารักษา ต้านและรีดรอนกรรมเก่าได้ส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้าได้เป็นใหญ่และรำรวย กิจการต่าง ๆ
ได้ก้าวหน้า ปัญหาต่างๆไม่กล้าเกิด เพราะท่านเป็นผู้สร้างผู้ลิขิต
พระพรหมของหลวงพ่อผาดด้านหลังมีทั้งฝังพระธาตุและฝังพลอยเสก และทุกองค์ผสมเส้นเกศาของหลวงพ่อผาด
2. ตะกรุดมหาบุรุษ 8 จำพวก
สิทธิการิยะ ตำราการสร้างตะกรุดมหาบุรุษ 8 จำพวก ได้รวบรวมมหาบุรุษ ผู้เป็นเอกคือเหนือคนทั้งหลาย
ในด้านมงคลต่าง ๆ ไว้ถึง 8 คน 8 ประเภท ก่อให้เกิด ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และมหาโภคสทบัติ
แก่ผู้บูชาอย่างน่าอัศจรรย์ ผู้ใดมีตะกรุดแล้วให้หัดหมั่นปลุกด้วยคาถา " ทุ สะ มะ นิ "
อยู่เป็นประจำจะมีพระคุ้มครอง มีเทวดารักษา
3. ผ้ายันต์นารายณืทรงเมือง
สุดยอดพระยันต์วิเศษ ค่าควรเมือง ตามตำราเก่าร่วม 100 ปี ของหลวงพ่อผาด พระยันต์นารายณ์ทรงเมืองนิยมสร้างเพื่อเฉลิมยศ ตำแหน่ง ให้เจ้าพระยา ขุนท้าว ขุนนาง ในสมัยโบราณ นำพาให้ผู้บูชาได้เจริญก้าวหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งยังเป็นพระยันต์ที่ได้รวบรวมอักขระเลขยันต์อันเป็นมงคลจากทั่งทั้งจักรวาล มารวมอยู่ในพระยันต์จนหมดสิ้น
4. ตะกรุดเปิดสมอง
ใครจะรู้เลยว่าตะกรุดดอกเล็ก ๆ ของหลวงพ่อผาดจะช่วยให้เด็กเรียนเก่ง มีสติปัญญาดี ท่านสร้างและเสกตะกรุดเปิดสมองนี้ด้วย วิปัสสนาญาณจิต ซึ่งเป็นตัวประหารความโง่ ความเขลา ความไม่รู้ ความด้อยปัญญา เมื่อบูชาติดตัวแล้วทำให้สมองปลอดโปร่ง ไม่ปวดหัว เวียนหัว จดจำอะไรได้แม่นยำขึ้น มีความจำดีมาก คุณวิเศษของตะกรุดเปิดสมองนี้จึงยากที่จะหาพระเครื่องของสำนักอื่นเทียบได้
5. ผ้ายันต์มหานิยม มหาเสน่ห์ เสริมดวง ( หนุมานโลม )
ผ้ายันต์ที่มีอิทธิฤทธิ์ด้านเสน่ห์ เมตตามหานิยม จากตำราเก่าคู่วัดไร่ ที่มีครูแรง ใช้ได้ผลจริง และเห็นผลเร็ว
ผ้ายันต์นี้ได้ผูกหุ่นรูปหนุมาน อันเป็นทหารเอกของพระราม มีฤทธิ์ มีเดช ปราบได้ถึง 3 โลกและยังเป็นอมตะ
คือ ไม่ตาย เจริญรุ่งเรือง กลับดวงเรื่องไม่ดี ดวงร้ายให้กลายเป็นดี ดวงดีให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป
http://www.liveinbangkok.com/forum/index.php?topic=4837.0
วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555
วัดโพธิ์ปล้ำ หลวงพ่อคำ
ประวัติหลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ
พระครูวิตถารสมณกิจ (คำ ปัญญาสาโร) วัดโพธิ์ปล้ำ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ท่านเกิดในปี พ.ศ.2432 โยมบิดาของท่านชื่อ เส็ง โยมมารดาชื่อ ไท หลวงพ่อคำท่านเป็นคนปากคลองวัดโพธิ์ เมื่อท่านได้มีอายุครบบวช จึงได้อุปสมบทที่วัดโพธิ์นี่เองครับ โดยมีพระญาณไตรโลก (อาจ) วัดศาลาปูน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิญาณนุโยค วัดกษัตราธิราช เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอุปัชฌาย์จั่น วัดทำนบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากบวชแล้วท่านก็อยู่ที่วัดโพธิ์ตลอด หลวงพ่อคำท่านศึกษาวิชาอาคมจากสมุดข่อย ซึ่งอยู่ภายในโพรงโพธิ์ที่วัดนั่นเอง ทางบ้านของหลวงพ่อคำเป็นคนมีฐานะดี มีที่นาอยู่ร้อยกว่าไร่ และท่านเป็นบุตรคนเดียว หลังจากโยมทั้งสองเสียชีวิตไปแล้ว ท่านจึงได้ขายที่นาและนำเงินทั้งหมดมาสร้างพระอุโบสถ พระประธาน กุฏิสงฆ์ ฯลฯ และยกที่ดินที่เหลือให้เป็นของวัดทั้งหมด ตอนที่ท่านมรณภาพไม่มีสมบัติใดๆ ติดตัวหรืออยู่ในกุฏิเลย
พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายๆ ท่านไปมาหาสู่กับหลวงพ่อคำเสมอๆ เช่น หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อพัก วัดโบสถ์ และท่านเจ้าคุณสุธรรมธีรคุณ วัดสระเกศ เป็นต้น ทั้ง 4 รูปนี้มีความใกล้ชิดกับหลวงพ่อมาก จะไปพักอยู่ที่วัดโพธิ์ปล้ำเสมอ โดยเฉพาะหลวงพ่อพัก วัดโบสถ์จะไปอยู่เป็นประจำ หลวงพ่อคำท่านมรณภาพ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2503 สิริอายุได้ 72 ปี พรรษาที่ 52
ในสมัยที่หลวงพ่อคำยังมีชีวิตอยู่นั้นท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้หลายอย่าง ด้วยกัน เช่น สมเด็จหู เหรียญทำบุญอายุครบ 60 ปี สมเด็จปรกโพธิ์เก้าชั้น พระเนื้อว่านหลายพิมพ์ ผ้ายันต์ ตะกรุด รูปถ่าย และเบี้ยแก้ ฯลฯ เหรียญหล่อของหลวงพ่อคำท่านทำเป็นแบบสองหน้า ด้านหนึ่งเป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิ อีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระสงฆ์นั่งสมาธิบนฐานขาโต๊ะ ด้านล่างสุดมีอักษรภาษาไทย อ่านได้ไม่ชัดเจน มีบางท่านว่าเขียนว่า "สมเด็จ" สันนิษฐานว่าท่านสร้างเป็นรูปพระมหาพุทธพิมพ์ และรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี จึงเรียกเหรียญนี้กันว่าเหรียญ "สมเด็จ" เหรียญนี้เป็นแบบหูในตัว สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2482 โดยมีหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก เป็นประธานในพิธี และยังมีหลวงพ่อพัก วัดโบสถ์ ร่วมปลุกเสกด้วย เหรียญหล่อสมเด็จหู จึงเป็นเหรียญที่ชาวอ่างทองนิยมกันมากเหรียญหนึ่ง ในด้านพุทธคุณนั้นดีเยี่ยมในทุกๆ ด้าน สนนราคาก็อยู่ที่หลักหมื่นต้นๆ ปัจจุบันค่อนข้างหายากพอสมควรครับ ในวันนี้ก็ได้นำรูปมาให้ชมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลังครับ
แทน ท่าพระจันทร์
ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdOVEl5TURrMU1nPT0
=§ionid=TURNd053PT0=&day=TWpBd09TMHdPUzB5TWc9PQ==
พระครูวิตถารสมณกิจ (คำ ปัญญาสาโร) วัดโพธิ์ปล้ำ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ท่านเกิดในปี พ.ศ.2432 โยมบิดาของท่านชื่อ เส็ง โยมมารดาชื่อ ไท หลวงพ่อคำท่านเป็นคนปากคลองวัดโพธิ์ เมื่อท่านได้มีอายุครบบวช จึงได้อุปสมบทที่วัดโพธิ์นี่เองครับ โดยมีพระญาณไตรโลก (อาจ) วัดศาลาปูน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิญาณนุโยค วัดกษัตราธิราช เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอุปัชฌาย์จั่น วัดทำนบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากบวชแล้วท่านก็อยู่ที่วัดโพธิ์ตลอด หลวงพ่อคำท่านศึกษาวิชาอาคมจากสมุดข่อย ซึ่งอยู่ภายในโพรงโพธิ์ที่วัดนั่นเอง ทางบ้านของหลวงพ่อคำเป็นคนมีฐานะดี มีที่นาอยู่ร้อยกว่าไร่ และท่านเป็นบุตรคนเดียว หลังจากโยมทั้งสองเสียชีวิตไปแล้ว ท่านจึงได้ขายที่นาและนำเงินทั้งหมดมาสร้างพระอุโบสถ พระประธาน กุฏิสงฆ์ ฯลฯ และยกที่ดินที่เหลือให้เป็นของวัดทั้งหมด ตอนที่ท่านมรณภาพไม่มีสมบัติใดๆ ติดตัวหรืออยู่ในกุฏิเลย
พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายๆ ท่านไปมาหาสู่กับหลวงพ่อคำเสมอๆ เช่น หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อพัก วัดโบสถ์ และท่านเจ้าคุณสุธรรมธีรคุณ วัดสระเกศ เป็นต้น ทั้ง 4 รูปนี้มีความใกล้ชิดกับหลวงพ่อมาก จะไปพักอยู่ที่วัดโพธิ์ปล้ำเสมอ โดยเฉพาะหลวงพ่อพัก วัดโบสถ์จะไปอยู่เป็นประจำ หลวงพ่อคำท่านมรณภาพ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2503 สิริอายุได้ 72 ปี พรรษาที่ 52
ในสมัยที่หลวงพ่อคำยังมีชีวิตอยู่นั้นท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้หลายอย่าง ด้วยกัน เช่น สมเด็จหู เหรียญทำบุญอายุครบ 60 ปี สมเด็จปรกโพธิ์เก้าชั้น พระเนื้อว่านหลายพิมพ์ ผ้ายันต์ ตะกรุด รูปถ่าย และเบี้ยแก้ ฯลฯ เหรียญหล่อของหลวงพ่อคำท่านทำเป็นแบบสองหน้า ด้านหนึ่งเป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิ อีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระสงฆ์นั่งสมาธิบนฐานขาโต๊ะ ด้านล่างสุดมีอักษรภาษาไทย อ่านได้ไม่ชัดเจน มีบางท่านว่าเขียนว่า "สมเด็จ" สันนิษฐานว่าท่านสร้างเป็นรูปพระมหาพุทธพิมพ์ และรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี จึงเรียกเหรียญนี้กันว่าเหรียญ "สมเด็จ" เหรียญนี้เป็นแบบหูในตัว สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2482 โดยมีหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก เป็นประธานในพิธี และยังมีหลวงพ่อพัก วัดโบสถ์ ร่วมปลุกเสกด้วย เหรียญหล่อสมเด็จหู จึงเป็นเหรียญที่ชาวอ่างทองนิยมกันมากเหรียญหนึ่ง ในด้านพุทธคุณนั้นดีเยี่ยมในทุกๆ ด้าน สนนราคาก็อยู่ที่หลักหมื่นต้นๆ ปัจจุบันค่อนข้างหายากพอสมควรครับ ในวันนี้ก็ได้นำรูปมาให้ชมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลังครับ
แทน ท่าพระจันทร์
ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdOVEl5TURrMU1nPT0
=§ionid=TURNd053PT0=&day=TWpBd09TMHdPUzB5TWc9PQ==
วัดบางจักร หลวงปู่หรุ่ม
หลวงพ่อหรุ่ม ท่านเป็นศิษย์ของหลวงตาจันทร์ หรือ พระครูวิเศษสังฆการ วัดบางจักร หลวงพ่อหรุ่มท่านมีอายุที่ยืนมากครับผม เกินร้อยปีครับ โดยได้รับสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณ
วัดศาลาดิน หลวงพ่อทรง
หลวงพ่อทรง ฉันทโสภี วัดศาลาดิน (วัดมอญ) ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ๏
อัตโนประวัติ “พระครูสุภัทรธรรมโสภณ” หรือ “หลวงพ่อทรง ฉันทโสภี” มีนามเดิมว่า ทรง วารีรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2466 ตรงกับวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือน 8 ปีกุน ณ บ้านม่วงเตี้ย ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง
โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายกอง และนางจัน วารีรักษ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย
๏ การศึกษาเบื้องต้นและการอุปสมบท ช่วงวัยเยาว์ ได้ศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนวัดยางมณี (ชวนประชาสรรค์) ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต่อมาได้เข้ารับราชการเพียงระยะเวลาสั้นๆ โดยยังคงช่วยเหลือครอบครัวหาเลี้ยงชีพ ประกอบกิจการค้าขาย เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2486 ณ พัทธสีมาวัดยางมณี ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง โดยมีพระครูสุกิจวิชาญ (หลวงพ่อชวน) วัดยางมณี เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการสุวรรณ วัดไร่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการชั้ว วัดตูม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
๏ การศึกษาพระปริยัติธรรมและสรรพวิชาอาคม หลังอุปสมบท ท่านได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อชวนระยะหนึ่ง จากนั้น ได้ย้ายไปอยู่จำพรรษาที่วัดไร่และวัดศาลาดิน เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมและพระธรรมวินัย สามารถสวดพระปาติโมกข์ได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะเดียวกัน ท่านได้ศึกษาสรรพวิชาอาคมจากหลวงพ่อชวน วัดยางมณี, หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่, หลวงพ่อพักตร์ วัดโบสถ์, หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ ศึกษาโหราศาสตร์กับหลวงพ่อเข็ม วัดข่อย พระเกจิดังแห่งยุค ได้เมตตาถ่ายทอดสรรพวิชาให้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ท่านได้เรียนวิทยาคมจากตำราโบราณที่รับสืบทอดจากบรรพบุรุษ จนเชี่ยวชาญสามารถเขียนอ่านอักษรขอมได้ หลวงพ่อทรง เคร่งครัดปฏิบัติและชอบการปลีกวิเวก หมั่นฝึกฝนปฏิบัติวิชาอาคมต่างๆ ตามที่ได้ร่ำเรียนและได้รับการถ่ายทอดมา จนมีความชำนาญในวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีพลังสมาธิญาณอย่างน่าอัศจรรย์ หลวงพ่อมุ่ย พุทธรักขิโต มีเรื่องเล่าขานกันว่า เมื่อปี พ.ศ.2513 ท่านได้จัดงานปิดทองฝังลูกนิมิตอุโบสถ จัดสร้างเหรียญเสมาเป็นรูปท่านครึ่งองค์ เพื่อมอบให้สาธุชนเป็นที่ระลึก โดยนิมนต์หลวงพ่อแพ เขมังกโร วัดพิกุลทอง ต.พิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อมุ่ย พุทธรักขิโต วัดดอนไร่ ต.หนองสะเดา อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี และพระเกจิผู้ทรงวิทยาคมรูปอื่นๆ มาร่วมนั่งปลุกเสก หลังจากพระเกจิผู้ทรงวิทยาคม คลายพลังสมาธิญาณและผ่อนคลายอิริยาบถ หลวงพ่อทรงยังคงนั่งนิ่ง ส่งพลังสมาธิญาณ กระทั่งเหรียญเสมาที่อยู่ในบาตร บินลอยวนไปมา ส่งเสียงกระทบฝาบาตรอย่างน่าอัศจรรย์ จนหลวงพ่อมุ่ย พุทธรักขิโต วัดดอนไร่ เปรยว่า “พอแล้วท่านทรง จะปลุกเสกไปถึงไหน เดี๋ยวเหรียญก็ได้แตกป่นกันหมดพอดี” หลวงพ่อทรง จึงผ่อนคลายสมาธิญาณ คณะศิษยานุศิษย์ ตั้งสมญานามเหรียญรุ่นนี้ว่า “รุ่นเหรียญบิน” ตราบจนปัจจุบัน หลวงพ่อทรง ได้รับการยอมรับและศรัทธาของศิษย์ทุกระดับชั้น เชื่อถือกันว่าท่านมีคาถาอาคมทรงพุทธคุณครอบจักรวาล โดยเฉพาะด้านเมตตามหานิยม ความเจริญรุ่งเรือง และด้านมหาอำนาจปกป้องผองภัยสารพัด สิ่งมหัศจรรย์ที่บังเกิดทั้งปวง ศิษยานุศิษย์ต่างประจักษ์ สามารถให้คำตอบได้เป็นอย่างดี
๏ ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2513 ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศาลาดิน (วัดมอญ) ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง พ.ศ.2525 ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ และเป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2547 ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ ๏ ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2535 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามที่ “พระครูสุภัทรธรรมโสภณ”
๏ ผลงานด้านการพัฒนา หลวงพ่อทรง ได้ก่อสร้างอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฏิ เมรุ ห้องน้ำ ห้องสุขา บูรณปฏิสังขรณ์สภาพของวัดที่เก่าแก่แต่เดิม ให้เกิดความมั่นคงถาวร ทั้งหมดล้วนเกิดจากบารมีของหลวงพ่อทรงอย่างแท้จริง หลวงพ่อทรง เป็นพระเกจิอาจารย์อาวุโสของจังหวัดอ่างทอง มักได้รับกิจนิมนต์จากวัดวาอารามทั่วประเทศ ให้ไปร่วมในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลต่างๆ ซึ่งท่านมิเคยขัดข้อง หากไม่ติดธุระด้านศาสนาหรือกิจธุระส่วนตัวเสียก่อน
๏ เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย วัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้น ล้วนแต่ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก เนื่องจากมีพุทธคุณครอบจักรวาล โดดเด่นในหลากหลายด้าน ที่เสาะหากันอยู่ขณะนี้ ได้แก่ เหรียญใบเสมา รุ่นเหรียญบิน ปี 2513, เหรียญบาตรน้ำมนต์, พระกริ่งบาเก็ง, สมเด็จยันต์พระเจ้า 5 พระองค์ เป็นต้น วัตถุมงคลหลวงพ่อทรง มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดคงกระพันชาตรี บังเกิดแก่บรรดาสาธุชน จนได้รับสมญานามจากคณะศิษยานุศิษย์ที่เลื่อมใสศรัทธาว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย” ท่านย้ำอยู่เสมอว่า “วัตถุมงคลทั้งหลายล้วนเข้มแข็งด้วยอำนาจแห่งพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ” รวมทั้ง ท่านจะกล่าวสอนอยู่เสมอว่า “การทำจิตใจให้สงบ รู้จักปล่อยวางในสิ่งต่างๆ อย่าไปยึดติดกับสิ่งต่างๆ มากเกินไป หมั่นสวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิระลึกถึงปฏิบัติในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะคำสั่งสอนของท่านเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด หาคำสอนใดมาเปรียบเทียบมิได้เลยทีเดียว และการที่เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนาเป็นอะไรที่ประเสริฐที่สุดแล้วในชาตินี้” หลวงพ่อทรง พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดศาลาดิน (วัดมอญ) ได้รับการยกย่องว่าเป็นเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้า เป็นที่เลื่องลือไปทั่วภาคกลาง แต่การเข้ากราบไหว้ขอพรจากท่าน มิใช่เรื่องยากเย็น ทุกคนมีโอกาสเสมอเหมือนกันหมด ไม่มีผู้ใดกีดกัน ท่านมักจะนำวิชาความรู้ด้านวิทยาคมเป็นกุศโลบายในการอบรมสั่งสอนศีลธรรมแก่ประชาชนทั่วไป ให้ยึดหลักธรรมคำสั่งสอนตามแนวทางพระพุทธศาสนา เป็นวิถีสำคัญในการประพฤติปฏิบัติตน ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ถ้ามีพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลที่ไหน จะต้องเห็นหลวงพ่อทรง วัดศาลาดิน นั่งปรกปลุกเสกกับพระเกจิอาจารย์ร่วมสมัย ความเป็นเอกอุด้านไสยเวทวิทยาคมไม่แตกต่างกัน หลวงพ่อทรง ฉันทโสภี ๏ การมรณภาพ อย่างไรก็ดี ด้วยสังขาร คือ อนิจจัง เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ครั้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ.2550 เวลาประมาณ 21.00 น. หลวงพ่อมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยหอบ หายใจขัด เนื่องจากมีกิจนิมนต์มาก เมื่อลูกศิษย์เห็นว่าอาการไม่ดี จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง แพทย์ได้ทำการรักษา แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ในที่สุด เมื่อเวลา 22.50 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ.2550 ท่านได้ละสังขารจากไปอย่างสงบ ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ณ โรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ หลังจากเข้ารับการรักษาอาการท่อปัสสาวะอักเสบ มาก่อนหน้านี้ สิริอายุรวม 83 พรรษา 62 ท่ามกลางความเศร้าสลดและความอาลัยเป็นอย่างยิ่งของบรรดาคณะศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลวงพ่อทรง ท่านเป็นพระสงฆ์สุปฏิปันโนอย่างแท้จริง แต่ด้วยสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ ท่านได้ละสังขารตามกฎไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ถือว่าวงการสงฆ์ต้องสูญเสียพระเถระรูปสำคัญ ผู้บำเพ็ญคุณูปการต่อชาวเมืองอ่างทอง ด้วยความอุตสาหวิริยะมาอย่างยาวนาน เหลือทิ้งไว้แต่ผลงานอันทรงคุณค่าที่อุทิศให้แด่พระพุทธศาสนา เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำไว้เบื้องหลัง ทั้งนี้ ทางคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์ได้จัดงานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม และตั้งศพให้ญาติโยมและพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้กราบไหว้ เป็นเวลา 7 วัน ณ วัดศาลาดิน (วัดมอญ) จนกว่าจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพต่อไป
คัดลอกมาจาก :: หนังสือพิมพ์ข่าวสด หน้า 1 คอลัมน์ มงคลข่าวสด วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 17 ฉบับที่ 5988
http://www.amulet.in.th/forums/view_topic.php?t=1887
อัตโนประวัติ “พระครูสุภัทรธรรมโสภณ” หรือ “หลวงพ่อทรง ฉันทโสภี” มีนามเดิมว่า ทรง วารีรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2466 ตรงกับวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือน 8 ปีกุน ณ บ้านม่วงเตี้ย ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง
โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายกอง และนางจัน วารีรักษ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย
๏ การศึกษาเบื้องต้นและการอุปสมบท ช่วงวัยเยาว์ ได้ศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนวัดยางมณี (ชวนประชาสรรค์) ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต่อมาได้เข้ารับราชการเพียงระยะเวลาสั้นๆ โดยยังคงช่วยเหลือครอบครัวหาเลี้ยงชีพ ประกอบกิจการค้าขาย เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2486 ณ พัทธสีมาวัดยางมณี ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง โดยมีพระครูสุกิจวิชาญ (หลวงพ่อชวน) วัดยางมณี เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการสุวรรณ วัดไร่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการชั้ว วัดตูม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
๏ การศึกษาพระปริยัติธรรมและสรรพวิชาอาคม หลังอุปสมบท ท่านได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อชวนระยะหนึ่ง จากนั้น ได้ย้ายไปอยู่จำพรรษาที่วัดไร่และวัดศาลาดิน เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมและพระธรรมวินัย สามารถสวดพระปาติโมกข์ได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะเดียวกัน ท่านได้ศึกษาสรรพวิชาอาคมจากหลวงพ่อชวน วัดยางมณี, หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่, หลวงพ่อพักตร์ วัดโบสถ์, หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ ศึกษาโหราศาสตร์กับหลวงพ่อเข็ม วัดข่อย พระเกจิดังแห่งยุค ได้เมตตาถ่ายทอดสรรพวิชาให้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ท่านได้เรียนวิทยาคมจากตำราโบราณที่รับสืบทอดจากบรรพบุรุษ จนเชี่ยวชาญสามารถเขียนอ่านอักษรขอมได้ หลวงพ่อทรง เคร่งครัดปฏิบัติและชอบการปลีกวิเวก หมั่นฝึกฝนปฏิบัติวิชาอาคมต่างๆ ตามที่ได้ร่ำเรียนและได้รับการถ่ายทอดมา จนมีความชำนาญในวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีพลังสมาธิญาณอย่างน่าอัศจรรย์ หลวงพ่อมุ่ย พุทธรักขิโต มีเรื่องเล่าขานกันว่า เมื่อปี พ.ศ.2513 ท่านได้จัดงานปิดทองฝังลูกนิมิตอุโบสถ จัดสร้างเหรียญเสมาเป็นรูปท่านครึ่งองค์ เพื่อมอบให้สาธุชนเป็นที่ระลึก โดยนิมนต์หลวงพ่อแพ เขมังกโร วัดพิกุลทอง ต.พิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อมุ่ย พุทธรักขิโต วัดดอนไร่ ต.หนองสะเดา อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี และพระเกจิผู้ทรงวิทยาคมรูปอื่นๆ มาร่วมนั่งปลุกเสก หลังจากพระเกจิผู้ทรงวิทยาคม คลายพลังสมาธิญาณและผ่อนคลายอิริยาบถ หลวงพ่อทรงยังคงนั่งนิ่ง ส่งพลังสมาธิญาณ กระทั่งเหรียญเสมาที่อยู่ในบาตร บินลอยวนไปมา ส่งเสียงกระทบฝาบาตรอย่างน่าอัศจรรย์ จนหลวงพ่อมุ่ย พุทธรักขิโต วัดดอนไร่ เปรยว่า “พอแล้วท่านทรง จะปลุกเสกไปถึงไหน เดี๋ยวเหรียญก็ได้แตกป่นกันหมดพอดี” หลวงพ่อทรง จึงผ่อนคลายสมาธิญาณ คณะศิษยานุศิษย์ ตั้งสมญานามเหรียญรุ่นนี้ว่า “รุ่นเหรียญบิน” ตราบจนปัจจุบัน หลวงพ่อทรง ได้รับการยอมรับและศรัทธาของศิษย์ทุกระดับชั้น เชื่อถือกันว่าท่านมีคาถาอาคมทรงพุทธคุณครอบจักรวาล โดยเฉพาะด้านเมตตามหานิยม ความเจริญรุ่งเรือง และด้านมหาอำนาจปกป้องผองภัยสารพัด สิ่งมหัศจรรย์ที่บังเกิดทั้งปวง ศิษยานุศิษย์ต่างประจักษ์ สามารถให้คำตอบได้เป็นอย่างดี
๏ ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2513 ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศาลาดิน (วัดมอญ) ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง พ.ศ.2525 ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ และเป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2547 ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ ๏ ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2535 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามที่ “พระครูสุภัทรธรรมโสภณ”
๏ ผลงานด้านการพัฒนา หลวงพ่อทรง ได้ก่อสร้างอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฏิ เมรุ ห้องน้ำ ห้องสุขา บูรณปฏิสังขรณ์สภาพของวัดที่เก่าแก่แต่เดิม ให้เกิดความมั่นคงถาวร ทั้งหมดล้วนเกิดจากบารมีของหลวงพ่อทรงอย่างแท้จริง หลวงพ่อทรง เป็นพระเกจิอาจารย์อาวุโสของจังหวัดอ่างทอง มักได้รับกิจนิมนต์จากวัดวาอารามทั่วประเทศ ให้ไปร่วมในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลต่างๆ ซึ่งท่านมิเคยขัดข้อง หากไม่ติดธุระด้านศาสนาหรือกิจธุระส่วนตัวเสียก่อน
๏ เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย วัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้น ล้วนแต่ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก เนื่องจากมีพุทธคุณครอบจักรวาล โดดเด่นในหลากหลายด้าน ที่เสาะหากันอยู่ขณะนี้ ได้แก่ เหรียญใบเสมา รุ่นเหรียญบิน ปี 2513, เหรียญบาตรน้ำมนต์, พระกริ่งบาเก็ง, สมเด็จยันต์พระเจ้า 5 พระองค์ เป็นต้น วัตถุมงคลหลวงพ่อทรง มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดคงกระพันชาตรี บังเกิดแก่บรรดาสาธุชน จนได้รับสมญานามจากคณะศิษยานุศิษย์ที่เลื่อมใสศรัทธาว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย” ท่านย้ำอยู่เสมอว่า “วัตถุมงคลทั้งหลายล้วนเข้มแข็งด้วยอำนาจแห่งพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ” รวมทั้ง ท่านจะกล่าวสอนอยู่เสมอว่า “การทำจิตใจให้สงบ รู้จักปล่อยวางในสิ่งต่างๆ อย่าไปยึดติดกับสิ่งต่างๆ มากเกินไป หมั่นสวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิระลึกถึงปฏิบัติในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะคำสั่งสอนของท่านเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด หาคำสอนใดมาเปรียบเทียบมิได้เลยทีเดียว และการที่เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนาเป็นอะไรที่ประเสริฐที่สุดแล้วในชาตินี้” หลวงพ่อทรง พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดศาลาดิน (วัดมอญ) ได้รับการยกย่องว่าเป็นเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้า เป็นที่เลื่องลือไปทั่วภาคกลาง แต่การเข้ากราบไหว้ขอพรจากท่าน มิใช่เรื่องยากเย็น ทุกคนมีโอกาสเสมอเหมือนกันหมด ไม่มีผู้ใดกีดกัน ท่านมักจะนำวิชาความรู้ด้านวิทยาคมเป็นกุศโลบายในการอบรมสั่งสอนศีลธรรมแก่ประชาชนทั่วไป ให้ยึดหลักธรรมคำสั่งสอนตามแนวทางพระพุทธศาสนา เป็นวิถีสำคัญในการประพฤติปฏิบัติตน ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ถ้ามีพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลที่ไหน จะต้องเห็นหลวงพ่อทรง วัดศาลาดิน นั่งปรกปลุกเสกกับพระเกจิอาจารย์ร่วมสมัย ความเป็นเอกอุด้านไสยเวทวิทยาคมไม่แตกต่างกัน หลวงพ่อทรง ฉันทโสภี ๏ การมรณภาพ อย่างไรก็ดี ด้วยสังขาร คือ อนิจจัง เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ครั้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ.2550 เวลาประมาณ 21.00 น. หลวงพ่อมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยหอบ หายใจขัด เนื่องจากมีกิจนิมนต์มาก เมื่อลูกศิษย์เห็นว่าอาการไม่ดี จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง แพทย์ได้ทำการรักษา แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ในที่สุด เมื่อเวลา 22.50 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ.2550 ท่านได้ละสังขารจากไปอย่างสงบ ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ณ โรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ หลังจากเข้ารับการรักษาอาการท่อปัสสาวะอักเสบ มาก่อนหน้านี้ สิริอายุรวม 83 พรรษา 62 ท่ามกลางความเศร้าสลดและความอาลัยเป็นอย่างยิ่งของบรรดาคณะศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลวงพ่อทรง ท่านเป็นพระสงฆ์สุปฏิปันโนอย่างแท้จริง แต่ด้วยสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ ท่านได้ละสังขารตามกฎไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ถือว่าวงการสงฆ์ต้องสูญเสียพระเถระรูปสำคัญ ผู้บำเพ็ญคุณูปการต่อชาวเมืองอ่างทอง ด้วยความอุตสาหวิริยะมาอย่างยาวนาน เหลือทิ้งไว้แต่ผลงานอันทรงคุณค่าที่อุทิศให้แด่พระพุทธศาสนา เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำไว้เบื้องหลัง ทั้งนี้ ทางคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์ได้จัดงานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม และตั้งศพให้ญาติโยมและพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้กราบไหว้ เป็นเวลา 7 วัน ณ วัดศาลาดิน (วัดมอญ) จนกว่าจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพต่อไป
คัดลอกมาจาก :: หนังสือพิมพ์ข่าวสด หน้า 1 คอลัมน์ มงคลข่าวสด วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 17 ฉบับที่ 5988
http://www.amulet.in.th/forums/view_topic.php?t=1887
วัดกำแพงมณี หลวงพ่อแก่น ละครแก้บน
วัดกำแพงมณี (หลวงพ่อแก่น)
ข้อมูลจาก http://sites.google.com/site/somchai379/hlwng-phx-kaen
วัดกำแพงมณี (หลวงพ่อแก่น) เลขที่ ๗๖ หมู่ที่ ๒ ตำบลห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ(เดิมใช้ วิเศษไชยชาญ) จังหวัดอ่างทอง โทร.๐๓๕ ๖๒๙๓๖๒ สร้างมาแต่ครั้งใดไม่ปรากฏ
เมื่อประมาณปี ๒๔๓๖ วัดนี้ยังคงมีสภาพเป็นเพียง โคกวัดร้าง บนกลางโคกร้าง มีพระพุทธรูปปูนปั้นประดิษฐานอยู่องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง ขนาดหน้าตัก ๕ ศอกเศษ
ปางสมาธิและกล่าวว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง พระพุทธรูปองค์นี้ โครงสร้างทำด้วยไม้หรือเป็นพระแกะสลักจากไม้
ปูนที่ปั้นไว้กระเทาะออก เนื่องจากความเก่าแก่ มองเห็นแต่แก่นไม้ พุทธศาสนิกชน จึงเรียกท่านว่า “หลวงพ่อแก่น” ตามลักษณะที่เห็น ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจและเป็นที่สักการบูชา
เคารพกราบไหว้ของประชาชนทั่วไปไม่ว่าใกล้หรือไกล ตั้งแต่เดิมมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นับถือท่านว่า ท่านเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีความอัศจรรย์เป็นพิเศษ
ประกอบด้วยอภินิหาร และสามารถดลบันดาลช่วยเหลือได้หลายอย่างหลายประการ เป็นต้นว่า ถ้าผู้ใดเจ็บไข้ป่วยหนัก ๆ อาการเพียบเป็นที่หนักใจหมอหนักใจญาติ เมื่ออาราธนา
ให้หลวงพ่อแก่นช่วยบำบัดปัดเป่า ก็ทุเลาเบาคลาย กลับรอดไปได้เป็นจำนวนมาก ผู้ใดมีความทุกข์ร้อน หรือเศร้าโศกเสียใจ เป็นที่บีบคั้นทรมานมาก ๆ ไปหาหลวงพ่อแก่น อาบน้ำมนต์ของท่านบ้าง
รับประทานน้ำมนต์ของท่านบ้าง ก็มักสร่างเซาบรรเทาลงทัน ตาเห็น จิตใจกลับร่าเริงเบิกบาน สามารถประกอบสัมมาอาชีพของตนต่อไปได้อย่างปกติ และประการสำคัญ ท่านจะช่วยปกป้องอันตรายให้แคล้วคลาด
เด็กชายจ่อย
หลังจากเกิดเหตุการณ์ประหลาดของเด็กชายพิฆเนศ หรือน้องจ่อย คล้ายทอง อายุ 10 ปี จังหวัดอ่างทอง ที่ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว และเข้ารับการผ่าตัดหัวใจที่โรงพยาบาลเด็ก และเสียชีวิตไปแล้ว14 วันแล้วฟื้นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ วันนี้แม่ของเด็กได้พาลูกชายไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิขอผ่อนการแก้บน บอกเงินไม่มี
นางสมคิด คล้ายทอง อายุ 48 ปี แม่ของน้องจ่อย ได้พาบุตรชายไปยังวัดมงคลธรรมนิมิตร หรือวัดดอนรัก เพื่อให้เจ้าอาวาสวัดทำการสะเดาะเคราะห์ ก่อนที่จะเดินทางมายังวัดดอนกร่าง เพื่อทำการบอกเล่าหลวงพ่อเกลี้ยง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่บนไว้ตอนลูกชายไม่หายใจ ก่อนจะเสริมดวงชะตากับพระปลัดวิชาญ เตชธัมโม เจ้าอาวาสวัดดอนกร่าง
นางสมคิด กล่าวว่ามีฐานะยากจน มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ตอนนี้รู้สึกกังวลกับเรื่องที่ได้บนไว้ตอนที่ลูกป่วยและไม่หายใจ ซึ่งตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรขอให้ลูกฟื้นขึ้นมาจึงบนไว้หลายที่ โดยเฉพาะที่วัดดอนกร่างได้บนละครไว้ 15 คืน เป็นเงิน 150,000 บาท นอกจากนั้นแม่ของตนเองได้ไปบนให้หลาน เป็นหัวหมูอีก 50 หัว ที่หลวงพ่อแก่นวัดกำแพงมณี ที่ อ.วิเศษชัยชาญ ซึ่งตอนนี้ตนลำบากมาก ไม่มีเงินเลย หากไม่รีบแก้บนกลัวลูกจะมีอันเป็นไป วันนี้จึงพาลูกไปกราบไว้สิ่งศักดิ์เพื่อบอกกกล่าวว่าไม่ลืม แต่ขอให้พร้อมก่อน จึงจะมาแก้บน ซึ่งตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนชื่อลูกจากพิฆเนศ เป็นบุญมาก เพราะมีพระทักมาว่า ชื่อเดิมเป็นของชั้นสูงเป็นชื่อของหัวโขน หัวครู ไม่ดีที่จะมาตั้งเป็นชื่อ
ข้อมูลจาก http://sites.google.com/site/somchai379/hlwng-phx-kaen
วัดกำแพงมณี (หลวงพ่อแก่น) เลขที่ ๗๖ หมู่ที่ ๒ ตำบลห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ(เดิมใช้ วิเศษไชยชาญ) จังหวัดอ่างทอง โทร.๐๓๕ ๖๒๙๓๖๒ สร้างมาแต่ครั้งใดไม่ปรากฏ
เมื่อประมาณปี ๒๔๓๖ วัดนี้ยังคงมีสภาพเป็นเพียง โคกวัดร้าง บนกลางโคกร้าง มีพระพุทธรูปปูนปั้นประดิษฐานอยู่องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง ขนาดหน้าตัก ๕ ศอกเศษ
ปางสมาธิและกล่าวว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง พระพุทธรูปองค์นี้ โครงสร้างทำด้วยไม้หรือเป็นพระแกะสลักจากไม้
ปูนที่ปั้นไว้กระเทาะออก เนื่องจากความเก่าแก่ มองเห็นแต่แก่นไม้ พุทธศาสนิกชน จึงเรียกท่านว่า “หลวงพ่อแก่น” ตามลักษณะที่เห็น ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจและเป็นที่สักการบูชา
เคารพกราบไหว้ของประชาชนทั่วไปไม่ว่าใกล้หรือไกล ตั้งแต่เดิมมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นับถือท่านว่า ท่านเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีความอัศจรรย์เป็นพิเศษ
ประกอบด้วยอภินิหาร และสามารถดลบันดาลช่วยเหลือได้หลายอย่างหลายประการ เป็นต้นว่า ถ้าผู้ใดเจ็บไข้ป่วยหนัก ๆ อาการเพียบเป็นที่หนักใจหมอหนักใจญาติ เมื่ออาราธนา
ให้หลวงพ่อแก่นช่วยบำบัดปัดเป่า ก็ทุเลาเบาคลาย กลับรอดไปได้เป็นจำนวนมาก ผู้ใดมีความทุกข์ร้อน หรือเศร้าโศกเสียใจ เป็นที่บีบคั้นทรมานมาก ๆ ไปหาหลวงพ่อแก่น อาบน้ำมนต์ของท่านบ้าง
รับประทานน้ำมนต์ของท่านบ้าง ก็มักสร่างเซาบรรเทาลงทัน ตาเห็น จิตใจกลับร่าเริงเบิกบาน สามารถประกอบสัมมาอาชีพของตนต่อไปได้อย่างปกติ และประการสำคัญ ท่านจะช่วยปกป้องอันตรายให้แคล้วคลาด
เด็กชายจ่อย
หลังจากเกิดเหตุการณ์ประหลาดของเด็กชายพิฆเนศ หรือน้องจ่อย คล้ายทอง อายุ 10 ปี จังหวัดอ่างทอง ที่ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว และเข้ารับการผ่าตัดหัวใจที่โรงพยาบาลเด็ก และเสียชีวิตไปแล้ว14 วันแล้วฟื้นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ วันนี้แม่ของเด็กได้พาลูกชายไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิขอผ่อนการแก้บน บอกเงินไม่มี
นางสมคิด คล้ายทอง อายุ 48 ปี แม่ของน้องจ่อย ได้พาบุตรชายไปยังวัดมงคลธรรมนิมิตร หรือวัดดอนรัก เพื่อให้เจ้าอาวาสวัดทำการสะเดาะเคราะห์ ก่อนที่จะเดินทางมายังวัดดอนกร่าง เพื่อทำการบอกเล่าหลวงพ่อเกลี้ยง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่บนไว้ตอนลูกชายไม่หายใจ ก่อนจะเสริมดวงชะตากับพระปลัดวิชาญ เตชธัมโม เจ้าอาวาสวัดดอนกร่าง
นางสมคิด กล่าวว่ามีฐานะยากจน มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ตอนนี้รู้สึกกังวลกับเรื่องที่ได้บนไว้ตอนที่ลูกป่วยและไม่หายใจ ซึ่งตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรขอให้ลูกฟื้นขึ้นมาจึงบนไว้หลายที่ โดยเฉพาะที่วัดดอนกร่างได้บนละครไว้ 15 คืน เป็นเงิน 150,000 บาท นอกจากนั้นแม่ของตนเองได้ไปบนให้หลาน เป็นหัวหมูอีก 50 หัว ที่หลวงพ่อแก่นวัดกำแพงมณี ที่ อ.วิเศษชัยชาญ ซึ่งตอนนี้ตนลำบากมาก ไม่มีเงินเลย หากไม่รีบแก้บนกลัวลูกจะมีอันเป็นไป วันนี้จึงพาลูกไปกราบไว้สิ่งศักดิ์เพื่อบอกกกล่าวว่าไม่ลืม แต่ขอให้พร้อมก่อน จึงจะมาแก้บน ซึ่งตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนชื่อลูกจากพิฆเนศ เป็นบุญมาก เพราะมีพระทักมาว่า ชื่อเดิมเป็นของชั้นสูงเป็นชื่อของหัวโขน หัวครู ไม่ดีที่จะมาตั้งเป็นชื่อ
วัดตลาดใหม่ หลวงพ่อซำ
http://www.g-pra.com/webboard/show.php?Category=general_talk&No=118223
หลวงพ่อซำ อินทสุวรรณโณ
นามสกุลเดิม ลีสุวรรณ์ เป็นบุตรของนายจีนซึง กับนางอินท์ แซ่ลี้ มีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน 3 คน หลวงพ่อท่านเกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2415 ที่บ้านหลักขอน ตำบลห้วยคันเหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง และได้อุปสมบทที่วัดตลาดใหม่ ตอนอายุได้ 23 ปี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2438 โดยมีพระอธิการดี วัดฝาง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแป้น วัดสิงห์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์จันทร์ วัดท่าสุวรรณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากที่อุปสมบทแล้วท่านก็อยู่จำพรรษาที่วัดตลาดใหม่ ด้วยความเคารพในหลวงปู่คุ่ย พระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรมอีกทั้งยังเป็นพระสงฆ์ผู้ทรงวิทยาคมเลิศล้ำในทุกๆ ด้าน จึงขอจำพรรษารับใช้หลวงปู่คุ่ย จนมีความผูกพันและกลายเป็นศิษย์รักในเวลาต่อมา จนได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆ ครั้นจำพรรษาได้เพียง 2 พรรษา หลวงปู่คุ่ยเห็นแววใฝ่รู้อีกทั้งยังมีความขยันหมั่นเพียร จึงส่งหลวงพ่อซำให้มาศึกษาหาความรู้ร่ำเรียนภาษาบาลี ศึกษาพระคัมภีร์พระธรรมวินัยอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม กทม. จึงได้พบและรู้จักกับพระมหาอยู่ ญาโณทัย (สมเด็จพระสังฆราช อยู่ ญาโณทัย วัดสระเกศวรมหาวิหาร) จนเป็นสหธรรมิกกันตั้งแต่นั้นมา
หลวงพ่อซำเรียนอยู่ที่วัดระฆังฯ ได้เพียง 1 พรรษา ท่านก็ย้ายมาที่วัดสร้อยทอง จนถึงปีพ.ศ.2442 ก็กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดตลาดใหม่ ด้วยความเป็นห่วงโยมบิดา-มารดา และต้องการกลับมาดูแลรับใช้หลวงปู่คุ่ย สำหรับสรรพวิชาอาคมต่างๆ ได้รับการถ่ายทอดจากหลวงปู่คุ่ยจนหมดสิ้นทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ หลวงพ่อซำชอบมาก เพราะเคยได้รับรู้ถึงพลังพุทธาคม ได้ประจักษ์แก่สายตาท่านเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ท่านจึงสนใจเป็นพิเศษ อีกทั้งด้านยาสมุนไพรและแพทย์แผนโบราณและดูแลงานแทนหลวงปู่คุ่ยได้ จนเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้าน ต่อมาเมื่อถึงปีพ.ศ.2446 หลวงปู่คุยมรณภาพลงด้วยโรคชรา ชาวบ้านจึงพากันนิมนต์หลวงพ่อซำ เป็นเจ้าอาวาสวัดตลาดใหม่สืบต่อมา
หลวงพ่อซำท่านเริ่มสร้างวัตถุมงคลเมื่อปีพ.ศ.2480 เรื่อยมานับว่าเป็นของดีที่มีประสบการณ์มากมาย ไมว่าจะเป็นเบี้ยแก้อาถรรพณ์ ผ้ายันต์กันภัย ตะกรุดโทนคู่ใจ และครั้งหลังสุดเหรียญรุ่นแรกสร้างปีพ.ศ.2506 การสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ของหลวงพ่อซำ หลวงพ่อท่านจะทำการสร้างในวันอาทิตย์ วันอังคาร และวันเสาร์ หากในสามวันนี้วันใดที่ตรงกับวันพระ หลวงพ่อท่านจะหยุดสร้างหนึ่งวัน สรุปว่าในวันพระหลวงพ่อท่านไม่สร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์แน่นอน และการสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ ในแต่ละครั้งหลวงพ่อท่านสร้างเพียงจำนวนกำลังวันที่สร้างในวันนั้น เช่น วันอาทิตย์มีกำลังคือ 6 ท่านก็สร้างเพียง 6 ตัว วันอังคารมีกำลังคือ 8 ท่านก็สร้างเพียง 8 ตัวและวันเสาร์มีกำลังคือ 10 ท่านก็สร้างเพียง 10 ตัว ในแต่ละครั้งที่หลวงพ่อท่านทำการสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์นั้น ท่านจะประกอบพิธีให้แล้วเสร็จในคราวเดียว
กรรมวิธีในการสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ของหลวงพ่อซำนั้น จากข้อมูลพระอาจารย์สมุห์ประเมษฐ์ เจ้าอาวาสวัดตลาดใหม่องค์ปัจจุบัน หลวงพ่อซำท่านจะประกอบพิธีการทำเบี้ยแก้วอาถรรพณ์ ท่านจะตั้งศาลเพียงตาบูชาบรมครู ก่อนที่ท่านจะลงมือสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ทุกครั้ง ท่านจะนำเบี้ย (หอยพู) ตามจำนวนกำลังวันที่สร้างมาใส่พานวางไว้พร้อมกับปรอทและชันโรงตั้งในพิธีตอนบวงสรวงอัญเชิญบรมครูให้มาสถิตประสิทธิ์ประสาทวิชาและเพื่อขออนุญาตในการประกอบพิธีสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ให้เกิดพลังความศักดิ์สิทธิ์ สำหรับชันโรงนั้นท่านจะใช้แต่ชันโรงที่มาทำรังอยู่ในต้นคูน เมื่อประกอบพิธีไหว้ครูเสร็จหลวงพ่อซำท่านจะหยิบเบี้ยขึ้นมาแล้วเทปรอทลงอุ้งมือจากนั้นหลวงพ่อจะบริกรรมคาถาเรียกแร่แปรธาตุ สักพักหนึ่งจึงเทปรอทลงในตัวเบี้ย จากนั้นก็นำชันโรงที่เตรียมไว้มาอุดปิดปากเบี้ย เพื่อป้องกันปรอทไหลออกจากตัวเบี้ย และได้นำแผ่นฟอยล์อะลูมิเนียมมาปิดทับชันโรงอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์และง่ายต่อการจดจำ ซึ่งเบี้ยแก้ที่มีลักษณะนี้เรียกได้ว่าเป็นเบี้ยแก้ที่หลวงพ่อซำท่านสร้างไว้ในยุคต้นๆ (เมื่อปีพ.ศ.2480-2485)
ตอนการสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ของหลวงพ่อซำ ท่านจะสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์เท่ากับกำลังวันดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนแรก เมื่อสร้างครบตามจำนวนหลวงพ่อท่านจะนั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสก เพื่อประจุพลังอาคมเข้าไปในตัวเบี้ยแก้อาถรรพณ์สำทับอีกชั้นหนึ่ง ท่านนั่งนานตลอดวันภายในพระอุโบสถ (ท่านนั่งปรกหลังจากฉันเพลแล้วไปจนถึงตอนทำวัตรเย็น) จึงถือว่าสำเร็จเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน
สำหรับพระคาถาที่หลวงพ่อท่านบริกรรมในการอุดชันโรงและปิดแผ่นฟอยล์นั้น ท่านมักจะใช้บทพระคาถามงคลนิมิต โดยบริกรรมพระคาถาว่า
"อะวิชา ปัจจะยา ปิดจะยา ปัจจะยา
อะวิชา ปัดจะยา ปัจจะยา ปิดจะยา
อะวิชา ปัจจะยา อุอะมะตัง พุทธังอัดธะอุด"
หลวงพ่อท่านเป็นพระเถราจารย์อีกรูปหนึ่งที่มีอายุยืน ท่านเกิดวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2415 ถ้านับพระเกจิอาจารย์ที่สร้างเบี้ยแก้สายอ่างทองแล้วถือว่าท่านอาวุโสที่สุด ท่านมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2509 สิริอายุได้ 94 ปี พรรษาที่ 71
สำหรับประสบการณ์ที่เล่าโดยคุณบุญส่ง รอดเสียงล้ำ ได้เล่าให้ฟังว่า ลูกชายของแกได้ขับรถจักรยานยนต์แหกโค้งคว่ำได้รับบาดเจ็บ ขณะขับรถซึ่งเป็นถนนลูกรัง ปรากฏว่าบริเวณนั้นเป็นโค้งหักศอก เวลาประมาณบ่ายสี่โมงเย็น ด้วยความรีบเร่งขับรถด้วยความเร็วสูง ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำศีรษะฟาดพื้นถนน โดยที่ไม่ได้ใส่หมวกกันน็อก ผมขาดเป็นกระจุก แต่ที่ศีรษะไม่เป็นอะไร ส่วนบริเวณหัวเข่ากลับเป็นแผลยาว 3 นิ้ว ผู้ประสบเหตุช่วยนำส่งสถานีอนามัยโรงช้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่อนามัยกำลังทำการเย็บแผลที่หัวเข่าปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเย็บแผลได้ เข็มแทงไม่เข้า เข็มหักถึง 8 เล่ม คุณลุงคนหนึ่งจึงสงสัยว่าพ่อหนุ่มคนนี้คงจะมีของดี จึงเอ่ยปากว่ามีอะไรติดตัว ให้เอาออกเสียก่อน ปรากฏว่ามีเหรียญหลวงพ่อซำ ปี"06 และเบี้ยแก้อาถรรพณ์ของหลวงพ่อซำ จึงให้เอาออกเสียก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่อนามัยจึงสามารถทำการเย็บแผลได้
คุณตาหวล ระรวยรื่น บ้านอยู่ตลาดใหม่ ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อซำ ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อปีพ.ศ.2490 ขณะนั้นยังมีโจรชุกชุมมาก ทางการจึงส่งเจ้าหน้าที่กองปราบฝีมือดีคือ ผู้กองยอดยิ่ง พร้อมด้วยหน่วยกองปราบมาตั้งกองอำนวยการที่วัดนางใน ตำบลศาลเจ้าโรงทอง ตอนนั้นเสือดำ เสื้อฝ้ายออกอาละวาดหนัก ออกจี้ปล้นไม่เว้นแต่ละวัน ในวันเกิดเหตุหน่วยกองปราบได้ออกตรวจจับโจรผู้ร้ายมาถึงวัดตลาดใหม่ช่วงตอนประมาณ 5 โมงเย็น ปรากฏมีกระยางฝูงใหญ่จับอยู่บนยอดมะขามยักษ์คลุมกุฏิหลวงพ่อซำ จึงด้อมๆ มองๆ ทำท่าจะยิงนก พอดีหลวงพ่อเห็นเข้าจึงขอบิณฑบาต แต่เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่ได้สนใจจึงยิงนก ปรากฏว่ายิงไม่ออก ต่างก็พากันมากราบขอขมาหลวงพ่อและกราบขอวัตถุมงคลติดตัว แต่หลวงพ่อบอกว่าท่านไม่ได้ออกของ
อีกเรื่องหนึ่งที่คุณตาหวลเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นจอมพลป.พิบูลสงคราม ท่านได้ยินกิตติศัพท์และจริยวัตรของหลวงพ่อซำ จึงมีความเคารพศรัทธาเลื่อมใส ท่านได้มอบหมายให้นายทหารคนสนิทมานิมนต์หลวงพ่อไปกรุงเทพฯ เพื่อถวายภัตตาหารเพลที่บ้านของท่าน ในสมัยก่อนต้องอาศัยเดินทางทางเรือ วันนั้นหลวงพ่อเดินทางโดยเรือสำปั้นพร้อมกับลูกศิษย์ แต่ด้วยขณะนั้นเป็นช่วงฤดูแล้ง น้ำจึงแห้งขอดคลองวัดตลาดใหม่ ต้องใช้วิธีโยงเรือทั้งสองข้างเพื่อลากโยงเรือ จากวัดตลาดใหม่จะออกสู่แม่น้ำน้อยระยะทางประมาณ 6 ก.ม. ขณะที่เรืออยู่ระหว่างกลางทางบริเวณก่อนถึงวัดโพธิ์ปล้ำ หลวงพ่อได้เห็นคนกำลังจะยิงนกกระยาง ท่านนึกสงสารจึงอาราธนา ปรากฏว่าคนๆ นั้นยิงนกไม่ออกเช่นกัน
ขอขอบคุณ คุณสมชัย จงทวีทรัพย์ คุณบุญส่ง รอดเสียงล้ำ (ลุงส่งคานเรือ) คุณไพชยนต์ ดิษพงศ์ (ครูปู ร.ร.อนุบาลวัดนางใน) ที่กรุณาให้ข้อมูลและรูปถ่ายเพื่อเผยแพร่กิตติคุณของหลวงพ่อซำ วัดตลาดใหม่ครับ
บทความโดย คุณแทน ท่าพระจันทร์
http://jeabpraram7.igetweb.com/?mo=3&art=460002
หลวงพ่อซำ วัดตลาดใหม่ พระเกจิแห่งเมืองวิเศษชัยชาญ เคยไปทอดกฐินที่วัดนี้ เมื่อตอนเล็กๆกับคุณพ่อ เลยไปคุย ท่านเล่าให้ฟังว่าสมัยนั้น หลวงพ่อยังอยู่ คุณพ่อบวชที่นี่เพราะเป็นบ้านเกิด ท่านยังเล่าว่า คนที่รู้เรื่องหลวงพ่อดีที่สุดต้องเป็นผู้ใหญ่นงบ้านหลักขอน เพราะเป็นศิษย์ก้นกุฏิ ตอนนี้ไม่รู้ยังอยู่หรือเปล่าถ้าอยู่อายุก็ราวๆ 80 แล้ว ส่วนลุงส่ง รอดเสียงล้ำ กับลุงหวล คุณพ่อก็ยืนยันว่าทั้งสองท่านรู้จักหลวงพ่อ โดยเฉพาะลุงหวลอยู่ใกล้ๆวัดและจ้ดเป็นผู้ใกล้ชิดหลวงพ่อคนหนึ่ง ส่วนตระกูลรอดเสียงล้ำก็เป็นตระกูลเก่าของที่นี่ ดังนั้นจึงยืนยันได้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับหลวงพ่อจึงถูกต้อง โดยเฉพาะท่านเก่งเรื่องยาแผนโบราณมาก พอดีคุณพ่อมีรูปหล่อหลวงพ่ออยู่เลยนำมาลงให้ชมกัน ส่วนผ้ายันต์มีโอกาสจะถ่ายมาให้ชมกันครับ เหรียญปี 2506ด้วยครับ
"...หลวงพ่อท่านเป็นพระเถราจารย์อีกรูปหนึ่งที่มีอายุยืน ท่านเกิดวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2415 ถ้านับพระเกจิอาจารย์ที่สร้างเบี้ยแก้สายอ่างทองแล้วถือว่าท่านอาวุโสที่สุด ท่านมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2509 สิริอายุได้ 94 ปี พรรษาที่ 71
สำหรับประสบการณ์ที่เล่าโดยคุณบุญส่ง รอดเสียงล้ำ ได้เล่าให้ฟังว่า ลูกชายของแกได้ขับรถจักรยานยนต์แหกโค้งคว่ำได้รับบาดเจ็บ ขณะขับรถซึ่งเป็นถนนลูกรัง ปรากฏว่าบริเวณนั้นเป็นโค้งหักศอก เวลาประมาณบ่ายสี่โมงเย็น ด้วยความรีบเร่งขับรถด้วยความเร็วสูง ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำศีรษะฟาดพื้นถนน โดยที่ไม่ได้ใส่หมวกกันน็อก ผมขาดเป็นกระจุก แต่ที่ศีรษะไม่เป็นอะไร ส่วนบริเวณหัวเข่ากลับเป็นแผลยาว 3 นิ้ว ผู้ประสบเหตุช่วยนำส่งสถานีอนามัยโรงช้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่อนามัยกำลังทำการเย็บแผลที่หัวเข่าปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเย็บแผลได้ เข็มแทงไม่เข้า เข็มหักถึง 8 เล่ม คุณลุงคนหนึ่งจึงสงสัยว่าพ่อหนุ่มคนนี้คงจะมีของดี จึงเอ่ยปากว่ามีอะไรติดตัว ให้เอาออกเสียก่อน ปรากฏว่ามีเหรียญหลวงพ่อซำ ปี"06 และเบี้ยแก้อาถรรพณ์ของหลวงพ่อซำ จึงให้เอาออกเสียก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่อนามัยจึงสามารถทำการเย็บแผลได้.."
ขอบคุณข้อมูลจากคอลัมน์ ชมรมพระเครื่อง
http://jeabpraram7.igetweb.com/?mo=3&art=460002
หลวงพ่อซำ อินทสุวรรณโณ
นามสกุลเดิม ลีสุวรรณ์ เป็นบุตรของนายจีนซึง กับนางอินท์ แซ่ลี้ มีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน 3 คน หลวงพ่อท่านเกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2415 ที่บ้านหลักขอน ตำบลห้วยคันเหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง และได้อุปสมบทที่วัดตลาดใหม่ ตอนอายุได้ 23 ปี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2438 โดยมีพระอธิการดี วัดฝาง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแป้น วัดสิงห์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์จันทร์ วัดท่าสุวรรณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากที่อุปสมบทแล้วท่านก็อยู่จำพรรษาที่วัดตลาดใหม่ ด้วยความเคารพในหลวงปู่คุ่ย พระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรมอีกทั้งยังเป็นพระสงฆ์ผู้ทรงวิทยาคมเลิศล้ำในทุกๆ ด้าน จึงขอจำพรรษารับใช้หลวงปู่คุ่ย จนมีความผูกพันและกลายเป็นศิษย์รักในเวลาต่อมา จนได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆ ครั้นจำพรรษาได้เพียง 2 พรรษา หลวงปู่คุ่ยเห็นแววใฝ่รู้อีกทั้งยังมีความขยันหมั่นเพียร จึงส่งหลวงพ่อซำให้มาศึกษาหาความรู้ร่ำเรียนภาษาบาลี ศึกษาพระคัมภีร์พระธรรมวินัยอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม กทม. จึงได้พบและรู้จักกับพระมหาอยู่ ญาโณทัย (สมเด็จพระสังฆราช อยู่ ญาโณทัย วัดสระเกศวรมหาวิหาร) จนเป็นสหธรรมิกกันตั้งแต่นั้นมา
หลวงพ่อซำเรียนอยู่ที่วัดระฆังฯ ได้เพียง 1 พรรษา ท่านก็ย้ายมาที่วัดสร้อยทอง จนถึงปีพ.ศ.2442 ก็กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดตลาดใหม่ ด้วยความเป็นห่วงโยมบิดา-มารดา และต้องการกลับมาดูแลรับใช้หลวงปู่คุ่ย สำหรับสรรพวิชาอาคมต่างๆ ได้รับการถ่ายทอดจากหลวงปู่คุ่ยจนหมดสิ้นทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ หลวงพ่อซำชอบมาก เพราะเคยได้รับรู้ถึงพลังพุทธาคม ได้ประจักษ์แก่สายตาท่านเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ท่านจึงสนใจเป็นพิเศษ อีกทั้งด้านยาสมุนไพรและแพทย์แผนโบราณและดูแลงานแทนหลวงปู่คุ่ยได้ จนเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้าน ต่อมาเมื่อถึงปีพ.ศ.2446 หลวงปู่คุยมรณภาพลงด้วยโรคชรา ชาวบ้านจึงพากันนิมนต์หลวงพ่อซำ เป็นเจ้าอาวาสวัดตลาดใหม่สืบต่อมา
หลวงพ่อซำท่านเริ่มสร้างวัตถุมงคลเมื่อปีพ.ศ.2480 เรื่อยมานับว่าเป็นของดีที่มีประสบการณ์มากมาย ไมว่าจะเป็นเบี้ยแก้อาถรรพณ์ ผ้ายันต์กันภัย ตะกรุดโทนคู่ใจ และครั้งหลังสุดเหรียญรุ่นแรกสร้างปีพ.ศ.2506 การสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ของหลวงพ่อซำ หลวงพ่อท่านจะทำการสร้างในวันอาทิตย์ วันอังคาร และวันเสาร์ หากในสามวันนี้วันใดที่ตรงกับวันพระ หลวงพ่อท่านจะหยุดสร้างหนึ่งวัน สรุปว่าในวันพระหลวงพ่อท่านไม่สร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์แน่นอน และการสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ ในแต่ละครั้งหลวงพ่อท่านสร้างเพียงจำนวนกำลังวันที่สร้างในวันนั้น เช่น วันอาทิตย์มีกำลังคือ 6 ท่านก็สร้างเพียง 6 ตัว วันอังคารมีกำลังคือ 8 ท่านก็สร้างเพียง 8 ตัวและวันเสาร์มีกำลังคือ 10 ท่านก็สร้างเพียง 10 ตัว ในแต่ละครั้งที่หลวงพ่อท่านทำการสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์นั้น ท่านจะประกอบพิธีให้แล้วเสร็จในคราวเดียว
กรรมวิธีในการสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ของหลวงพ่อซำนั้น จากข้อมูลพระอาจารย์สมุห์ประเมษฐ์ เจ้าอาวาสวัดตลาดใหม่องค์ปัจจุบัน หลวงพ่อซำท่านจะประกอบพิธีการทำเบี้ยแก้วอาถรรพณ์ ท่านจะตั้งศาลเพียงตาบูชาบรมครู ก่อนที่ท่านจะลงมือสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ทุกครั้ง ท่านจะนำเบี้ย (หอยพู) ตามจำนวนกำลังวันที่สร้างมาใส่พานวางไว้พร้อมกับปรอทและชันโรงตั้งในพิธีตอนบวงสรวงอัญเชิญบรมครูให้มาสถิตประสิทธิ์ประสาทวิชาและเพื่อขออนุญาตในการประกอบพิธีสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ให้เกิดพลังความศักดิ์สิทธิ์ สำหรับชันโรงนั้นท่านจะใช้แต่ชันโรงที่มาทำรังอยู่ในต้นคูน เมื่อประกอบพิธีไหว้ครูเสร็จหลวงพ่อซำท่านจะหยิบเบี้ยขึ้นมาแล้วเทปรอทลงอุ้งมือจากนั้นหลวงพ่อจะบริกรรมคาถาเรียกแร่แปรธาตุ สักพักหนึ่งจึงเทปรอทลงในตัวเบี้ย จากนั้นก็นำชันโรงที่เตรียมไว้มาอุดปิดปากเบี้ย เพื่อป้องกันปรอทไหลออกจากตัวเบี้ย และได้นำแผ่นฟอยล์อะลูมิเนียมมาปิดทับชันโรงอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์และง่ายต่อการจดจำ ซึ่งเบี้ยแก้ที่มีลักษณะนี้เรียกได้ว่าเป็นเบี้ยแก้ที่หลวงพ่อซำท่านสร้างไว้ในยุคต้นๆ (เมื่อปีพ.ศ.2480-2485)
ตอนการสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์ของหลวงพ่อซำ ท่านจะสร้างเบี้ยแก้อาถรรพณ์เท่ากับกำลังวันดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนแรก เมื่อสร้างครบตามจำนวนหลวงพ่อท่านจะนั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสก เพื่อประจุพลังอาคมเข้าไปในตัวเบี้ยแก้อาถรรพณ์สำทับอีกชั้นหนึ่ง ท่านนั่งนานตลอดวันภายในพระอุโบสถ (ท่านนั่งปรกหลังจากฉันเพลแล้วไปจนถึงตอนทำวัตรเย็น) จึงถือว่าสำเร็จเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน
สำหรับพระคาถาที่หลวงพ่อท่านบริกรรมในการอุดชันโรงและปิดแผ่นฟอยล์นั้น ท่านมักจะใช้บทพระคาถามงคลนิมิต โดยบริกรรมพระคาถาว่า
"อะวิชา ปัจจะยา ปิดจะยา ปัจจะยา
อะวิชา ปัดจะยา ปัจจะยา ปิดจะยา
อะวิชา ปัจจะยา อุอะมะตัง พุทธังอัดธะอุด"
หลวงพ่อท่านเป็นพระเถราจารย์อีกรูปหนึ่งที่มีอายุยืน ท่านเกิดวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2415 ถ้านับพระเกจิอาจารย์ที่สร้างเบี้ยแก้สายอ่างทองแล้วถือว่าท่านอาวุโสที่สุด ท่านมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2509 สิริอายุได้ 94 ปี พรรษาที่ 71
สำหรับประสบการณ์ที่เล่าโดยคุณบุญส่ง รอดเสียงล้ำ ได้เล่าให้ฟังว่า ลูกชายของแกได้ขับรถจักรยานยนต์แหกโค้งคว่ำได้รับบาดเจ็บ ขณะขับรถซึ่งเป็นถนนลูกรัง ปรากฏว่าบริเวณนั้นเป็นโค้งหักศอก เวลาประมาณบ่ายสี่โมงเย็น ด้วยความรีบเร่งขับรถด้วยความเร็วสูง ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำศีรษะฟาดพื้นถนน โดยที่ไม่ได้ใส่หมวกกันน็อก ผมขาดเป็นกระจุก แต่ที่ศีรษะไม่เป็นอะไร ส่วนบริเวณหัวเข่ากลับเป็นแผลยาว 3 นิ้ว ผู้ประสบเหตุช่วยนำส่งสถานีอนามัยโรงช้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่อนามัยกำลังทำการเย็บแผลที่หัวเข่าปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเย็บแผลได้ เข็มแทงไม่เข้า เข็มหักถึง 8 เล่ม คุณลุงคนหนึ่งจึงสงสัยว่าพ่อหนุ่มคนนี้คงจะมีของดี จึงเอ่ยปากว่ามีอะไรติดตัว ให้เอาออกเสียก่อน ปรากฏว่ามีเหรียญหลวงพ่อซำ ปี"06 และเบี้ยแก้อาถรรพณ์ของหลวงพ่อซำ จึงให้เอาออกเสียก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่อนามัยจึงสามารถทำการเย็บแผลได้
คุณตาหวล ระรวยรื่น บ้านอยู่ตลาดใหม่ ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อซำ ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อปีพ.ศ.2490 ขณะนั้นยังมีโจรชุกชุมมาก ทางการจึงส่งเจ้าหน้าที่กองปราบฝีมือดีคือ ผู้กองยอดยิ่ง พร้อมด้วยหน่วยกองปราบมาตั้งกองอำนวยการที่วัดนางใน ตำบลศาลเจ้าโรงทอง ตอนนั้นเสือดำ เสื้อฝ้ายออกอาละวาดหนัก ออกจี้ปล้นไม่เว้นแต่ละวัน ในวันเกิดเหตุหน่วยกองปราบได้ออกตรวจจับโจรผู้ร้ายมาถึงวัดตลาดใหม่ช่วงตอนประมาณ 5 โมงเย็น ปรากฏมีกระยางฝูงใหญ่จับอยู่บนยอดมะขามยักษ์คลุมกุฏิหลวงพ่อซำ จึงด้อมๆ มองๆ ทำท่าจะยิงนก พอดีหลวงพ่อเห็นเข้าจึงขอบิณฑบาต แต่เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่ได้สนใจจึงยิงนก ปรากฏว่ายิงไม่ออก ต่างก็พากันมากราบขอขมาหลวงพ่อและกราบขอวัตถุมงคลติดตัว แต่หลวงพ่อบอกว่าท่านไม่ได้ออกของ
อีกเรื่องหนึ่งที่คุณตาหวลเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นจอมพลป.พิบูลสงคราม ท่านได้ยินกิตติศัพท์และจริยวัตรของหลวงพ่อซำ จึงมีความเคารพศรัทธาเลื่อมใส ท่านได้มอบหมายให้นายทหารคนสนิทมานิมนต์หลวงพ่อไปกรุงเทพฯ เพื่อถวายภัตตาหารเพลที่บ้านของท่าน ในสมัยก่อนต้องอาศัยเดินทางทางเรือ วันนั้นหลวงพ่อเดินทางโดยเรือสำปั้นพร้อมกับลูกศิษย์ แต่ด้วยขณะนั้นเป็นช่วงฤดูแล้ง น้ำจึงแห้งขอดคลองวัดตลาดใหม่ ต้องใช้วิธีโยงเรือทั้งสองข้างเพื่อลากโยงเรือ จากวัดตลาดใหม่จะออกสู่แม่น้ำน้อยระยะทางประมาณ 6 ก.ม. ขณะที่เรืออยู่ระหว่างกลางทางบริเวณก่อนถึงวัดโพธิ์ปล้ำ หลวงพ่อได้เห็นคนกำลังจะยิงนกกระยาง ท่านนึกสงสารจึงอาราธนา ปรากฏว่าคนๆ นั้นยิงนกไม่ออกเช่นกัน
ขอขอบคุณ คุณสมชัย จงทวีทรัพย์ คุณบุญส่ง รอดเสียงล้ำ (ลุงส่งคานเรือ) คุณไพชยนต์ ดิษพงศ์ (ครูปู ร.ร.อนุบาลวัดนางใน) ที่กรุณาให้ข้อมูลและรูปถ่ายเพื่อเผยแพร่กิตติคุณของหลวงพ่อซำ วัดตลาดใหม่ครับ
บทความโดย คุณแทน ท่าพระจันทร์
http://jeabpraram7.igetweb.com/?mo=3&art=460002
หลวงพ่อซำ วัดตลาดใหม่ พระเกจิแห่งเมืองวิเศษชัยชาญ เคยไปทอดกฐินที่วัดนี้ เมื่อตอนเล็กๆกับคุณพ่อ เลยไปคุย ท่านเล่าให้ฟังว่าสมัยนั้น หลวงพ่อยังอยู่ คุณพ่อบวชที่นี่เพราะเป็นบ้านเกิด ท่านยังเล่าว่า คนที่รู้เรื่องหลวงพ่อดีที่สุดต้องเป็นผู้ใหญ่นงบ้านหลักขอน เพราะเป็นศิษย์ก้นกุฏิ ตอนนี้ไม่รู้ยังอยู่หรือเปล่าถ้าอยู่อายุก็ราวๆ 80 แล้ว ส่วนลุงส่ง รอดเสียงล้ำ กับลุงหวล คุณพ่อก็ยืนยันว่าทั้งสองท่านรู้จักหลวงพ่อ โดยเฉพาะลุงหวลอยู่ใกล้ๆวัดและจ้ดเป็นผู้ใกล้ชิดหลวงพ่อคนหนึ่ง ส่วนตระกูลรอดเสียงล้ำก็เป็นตระกูลเก่าของที่นี่ ดังนั้นจึงยืนยันได้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับหลวงพ่อจึงถูกต้อง โดยเฉพาะท่านเก่งเรื่องยาแผนโบราณมาก พอดีคุณพ่อมีรูปหล่อหลวงพ่ออยู่เลยนำมาลงให้ชมกัน ส่วนผ้ายันต์มีโอกาสจะถ่ายมาให้ชมกันครับ เหรียญปี 2506ด้วยครับ
"...หลวงพ่อท่านเป็นพระเถราจารย์อีกรูปหนึ่งที่มีอายุยืน ท่านเกิดวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2415 ถ้านับพระเกจิอาจารย์ที่สร้างเบี้ยแก้สายอ่างทองแล้วถือว่าท่านอาวุโสที่สุด ท่านมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2509 สิริอายุได้ 94 ปี พรรษาที่ 71
สำหรับประสบการณ์ที่เล่าโดยคุณบุญส่ง รอดเสียงล้ำ ได้เล่าให้ฟังว่า ลูกชายของแกได้ขับรถจักรยานยนต์แหกโค้งคว่ำได้รับบาดเจ็บ ขณะขับรถซึ่งเป็นถนนลูกรัง ปรากฏว่าบริเวณนั้นเป็นโค้งหักศอก เวลาประมาณบ่ายสี่โมงเย็น ด้วยความรีบเร่งขับรถด้วยความเร็วสูง ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำศีรษะฟาดพื้นถนน โดยที่ไม่ได้ใส่หมวกกันน็อก ผมขาดเป็นกระจุก แต่ที่ศีรษะไม่เป็นอะไร ส่วนบริเวณหัวเข่ากลับเป็นแผลยาว 3 นิ้ว ผู้ประสบเหตุช่วยนำส่งสถานีอนามัยโรงช้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่อนามัยกำลังทำการเย็บแผลที่หัวเข่าปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเย็บแผลได้ เข็มแทงไม่เข้า เข็มหักถึง 8 เล่ม คุณลุงคนหนึ่งจึงสงสัยว่าพ่อหนุ่มคนนี้คงจะมีของดี จึงเอ่ยปากว่ามีอะไรติดตัว ให้เอาออกเสียก่อน ปรากฏว่ามีเหรียญหลวงพ่อซำ ปี"06 และเบี้ยแก้อาถรรพณ์ของหลวงพ่อซำ จึงให้เอาออกเสียก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่อนามัยจึงสามารถทำการเย็บแผลได้.."
ขอบคุณข้อมูลจากคอลัมน์ ชมรมพระเครื่อง
http://jeabpraram7.igetweb.com/?mo=3&art=460002
วัดโพธิ์ศรี หลวงพ่อกร่าย
พระครูญาณวุฒิกร หรือ หลวงพ่อกร่าย ญาณวโร ท่านเกิดเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2446 โดยมีนายทรัพย์
นางแล่ม แจ่มอัมพร เป็นบิดา-มารดา ท่านเกิดที่ใกล้วัดน้อยชมพู่ อำเภอศรีประจันทร์ จังหวัดสุพรรณบุรี
เมื่อท่านอายุครบ 22 ปี ท่านได้อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดโบสถ์ ตำบลอบทม อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2468 โดยมีหลวงพ่อภักตร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการฟุ้ง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า ญาณวโร
หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่กับ หลวงพ่อบุญ วัดสี่ร้อย ซึ่งหลวงพ่อบุญ ท่านนี้คือศิษย์ของหลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสกันธ์ รุ่นราวคราวเดียวกันกับ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จนกระทั่งในปี 2475 วัดโพธิ์ศรี ว่างเจ้าอาวาสลง ประชาชนชาวบ้านพงสีจึงได้พร้อมใจกันไปหาพระปลัดบุญ วัดสี่ร้อย เพื่อให้ท่านเลือกพระดีไปเป็นเจ้าอาวาสให้ ท่านพระปลัดบุญจึงมอบหมายให้หลวงพ่อกร่าย ซึ่งในขณะนั้นมีพรรษา ได้ 7 พรรษาให้ไปเป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อกร่ายท่านเป็นที่พึ่งให้แก่ชาวบ้านพงสี ทั้งทางด้านคาถาอาคม และทางด้านการพัฒนาชุมชน เดิมย่านบ้านพงสีเป็นพื้นที่ซึ่งห่างไกลความเจริญ หลวงพ่อท่านตระหนักถึงผลเสียดังกล่าว ท่านจึงได้ติดต่อประสานงานกับหน่อยงานของรัฐ เพื่อทำการถมลูกรังทำถนนคันคลองชลประทาน รวมถึงปักเสาไฟฟ้าเพื่อนำไฟฟ้าเข้าสู่วัดและชุมชน นอกเหนือไปจากนั้น ท่านยังได้ติดต่อประสานเพื่อจัดตั้ง โรงเรียนวัดโพธิ์ศรี(ประชารังสรรค์) ขึ้นอีกด้วย ในปี 2481 อันนำประโยชน์มาสู่ลูกหลานบ้านโพธิ์ศรีเป็นอย่างยมาก
เมื่อหลวงพ่อกร่ายอายุได้ประมาณ 70 ปี ท่านก็เริ่มมีอาการของโรคเบาหวาน ซึ่งต่อมาก็ได้กลายมาเป็นโรคประจำตัวของท่าน นับเป็นสิบปี ที่ท่านต้องเข้ารับการรักษา จนกระทั่งในปลายปี 2529 อาการของโรคก็ได้กำเริบขึ้น บรรดาศิษย์ต่างก็พาท่านไปรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ จนครั้งสุดท้ายท่านเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน แต่ด้วยความชราภาพและโรคแทรกซ้อนที่รุมเร้ากันเข้ามา สุดความสามารถของแพทย์ ในที่สุด เมื่อเวลา 17.39 น. ของวันที่ 24 ก.ย. 2530 หลวงพ่อกร่าย ท่านก็ละสังขาร รวมอายุได้ 84 ปี 7 เดือน 19 วัน
ก่อนการพระราชทานเพลิงศพ หลวงพ่อ ได้มีการเปิดโลงขึ้นมาเพื่อเตรียมการดังกล่าว ปรากฏกว่าศพของหลวงพ่อไม่เน่าเปื่อยเพียงแต่เหี่ยวแห้งลงไปเท่านั้น แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ทางวัดมิได้เก็บสังขารท่านเอาไว้ และได้ขอพระราชทานเพลิงศพท่านไปเมื่อ วันที่ 11 เม.ษ. 2536
นางแล่ม แจ่มอัมพร เป็นบิดา-มารดา ท่านเกิดที่ใกล้วัดน้อยชมพู่ อำเภอศรีประจันทร์ จังหวัดสุพรรณบุรี
เมื่อท่านอายุครบ 22 ปี ท่านได้อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดโบสถ์ ตำบลอบทม อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2468 โดยมีหลวงพ่อภักตร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการฟุ้ง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า ญาณวโร
หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่กับ หลวงพ่อบุญ วัดสี่ร้อย ซึ่งหลวงพ่อบุญ ท่านนี้คือศิษย์ของหลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสกันธ์ รุ่นราวคราวเดียวกันกับ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จนกระทั่งในปี 2475 วัดโพธิ์ศรี ว่างเจ้าอาวาสลง ประชาชนชาวบ้านพงสีจึงได้พร้อมใจกันไปหาพระปลัดบุญ วัดสี่ร้อย เพื่อให้ท่านเลือกพระดีไปเป็นเจ้าอาวาสให้ ท่านพระปลัดบุญจึงมอบหมายให้หลวงพ่อกร่าย ซึ่งในขณะนั้นมีพรรษา ได้ 7 พรรษาให้ไปเป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อกร่ายท่านเป็นที่พึ่งให้แก่ชาวบ้านพงสี ทั้งทางด้านคาถาอาคม และทางด้านการพัฒนาชุมชน เดิมย่านบ้านพงสีเป็นพื้นที่ซึ่งห่างไกลความเจริญ หลวงพ่อท่านตระหนักถึงผลเสียดังกล่าว ท่านจึงได้ติดต่อประสานงานกับหน่อยงานของรัฐ เพื่อทำการถมลูกรังทำถนนคันคลองชลประทาน รวมถึงปักเสาไฟฟ้าเพื่อนำไฟฟ้าเข้าสู่วัดและชุมชน นอกเหนือไปจากนั้น ท่านยังได้ติดต่อประสานเพื่อจัดตั้ง โรงเรียนวัดโพธิ์ศรี(ประชารังสรรค์) ขึ้นอีกด้วย ในปี 2481 อันนำประโยชน์มาสู่ลูกหลานบ้านโพธิ์ศรีเป็นอย่างยมาก
เมื่อหลวงพ่อกร่ายอายุได้ประมาณ 70 ปี ท่านก็เริ่มมีอาการของโรคเบาหวาน ซึ่งต่อมาก็ได้กลายมาเป็นโรคประจำตัวของท่าน นับเป็นสิบปี ที่ท่านต้องเข้ารับการรักษา จนกระทั่งในปลายปี 2529 อาการของโรคก็ได้กำเริบขึ้น บรรดาศิษย์ต่างก็พาท่านไปรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ จนครั้งสุดท้ายท่านเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน แต่ด้วยความชราภาพและโรคแทรกซ้อนที่รุมเร้ากันเข้ามา สุดความสามารถของแพทย์ ในที่สุด เมื่อเวลา 17.39 น. ของวันที่ 24 ก.ย. 2530 หลวงพ่อกร่าย ท่านก็ละสังขาร รวมอายุได้ 84 ปี 7 เดือน 19 วัน
ก่อนการพระราชทานเพลิงศพ หลวงพ่อ ได้มีการเปิดโลงขึ้นมาเพื่อเตรียมการดังกล่าว ปรากฏกว่าศพของหลวงพ่อไม่เน่าเปื่อยเพียงแต่เหี่ยวแห้งลงไปเท่านั้น แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ทางวัดมิได้เก็บสังขารท่านเอาไว้ และได้ขอพระราชทานเพลิงศพท่านไปเมื่อ วันที่ 11 เม.ษ. 2536
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)